วันจันทร์, เมษายน ๒๓, ๒๕๕๐
ประโยชน์ของ อาหารสุขภาพ
ประทานได้ในคนปกติ รวมทั้งคนป่วย เพราะอาจลดความเสี่ยงในโรคที่อาจจะเกิดร่วมขึ้น
หรือป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาหรือทำให้สุขภาพดีขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าผู้ที่
ไม่ได้รับประทาน อาหารสุขภาพทุกชนิดของกิฟฟารีน มีงานวิจัยถึงคุณประโยชน์อย่างชัดเจน
และสามารถแนะนำได้ในหลายโรคด้วยกัน
อาหารสุขภาพที่สามารถแนะนำได้ในโรคหรือภาวะต่างๆ
อาหารสุขภาพ สำหรับทุกคน
-แคลดีแมกซ์
-โคลีนบี
-ลูทีน ซีแซนทีน LZ vit
-ทับทิม
โรคเบาหวาน
-สารสกัดใบบัวบก
-ลูทีนซีแซนทีน(แอลซีวิต LZ Vit)
-โคลีน บี
-สารสกัดองุ่น หรือ เกรปซีอี
-กระเทียม
-น้ำมันปลา
-พริมโรส
อาหารสุขภาพดังกล่าวจะไม่ลดน้ำตาลในเลือด แต่มีประโยชน์ชัดเจนในทางตรงและอ้อม
ต่อโรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูง(สูงกว่า 140/90 อาจมีอาการ ปวดหัวหรือไม่ก็ได้)
-น้ำมันปลา
-กระเทียม
-เห็ดหลินจือ
-ทับทิม น้ำหรือเม็ดก็ได้
-โสม
โรคความดันโลหิตต่ำ(ต่ำกว่า 90/60 โดยประมาณ ร่วมกับอาการหน้ามืดง่ายเวียนหัวเมื่อ
ลุกขึ้นยืน)
-เกรปซีอี แม้มีงานวิจัยว่าสารสกัดองุ่นกับวิตามินซี อาจเพิ่มความดันเล็กน้อยแต่ก็ไม่มาก
และไม่แน่นอน โรคความดันต่ำรักษาง่าย คือ ออกกำลังกาย เช่น กระโดดตบมือ วันละ 5-10
นาที โรคนี้จะหายไป
โรคไขมันในเลือดสูง
-น้ำมันปลา
(ลดไตรกลีเซอไรด์เป็นหลัก)
-กระเทียม
(ลดได้ทั้งไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล)
-กลูโคแมนแนน
(ลดได้ทั้งไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล)
โรคมะเร็ง
-เห็ดหลินจือ
มีงานวิจัยใช้ร่วมรักษามะเร็งได้ทุกชนิด จะห้ามถ้ากรณีมีตับอักเสบร่วมด้วย หรือ มีเลือดออก
-ชาเขียว
ยับยั้ง มะเร็งหลอดอาหาร กระเพราะอาหาร ต่อมลูกหมาก เต้านม ช่องปาก และอาจจะลด
มะเร็งปากมดลูก
-กระเทียม
มะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่
-ขมิ้น ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม รังไข่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเม็ด
เลือดขาว มะเร็งละไส้ และอาจลดมะเร็งปากมดลูก ด้วยการยับยั้งไวรัสหูด HPV
-ทับทิม ยับยั้ง เซลล์มะเร็งเต้านม
-ใบบัวบก ยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคเหน็บชา
-โคลีน บี
บำรุงสมอง และเส้นประสาท
-สไปรูไลน่า เหมาะสำหรับชาแบบหนาๆไม่รู้สึกซึ่งสาเหตุมักมาจากขาดวิตามินบี
-แคลดีแมกซ์ เหมาะสำหรับชาซ่าๆเหมือนเป็นเหน็บ ซึ่งเกิดจากการขาดแคลเซียม หรือ
เลือดไหลเวียนไม่ดี และกรณีนี้อาจจะเพิ่มอาหารเสริมประเภทต้านอนุมูลอิสระ หรือลด
ไขมันในเลือดสูง เช่น สารสกัดจากองุ่น(เกรปซีอี) กระเทียม น้ำมันปลา พริมโรส แปะก๊วย
ทับทิม
โรคเอดส์
ปัจจุบันมีงานวิจัยว่ามีสมุนไพรและอาหารสุขภาพมากมายที่ยับังไวรัสเอดส์ได้ เช่น เห็ด
หลินจือ กระเทียม ขมิ้นชัน ใบบัวบก สไปรูไลน่า
บุคคลทั่วไป และ ผู้สูงอายุ
-โคลีน บี แคลดีแมกซ์
-ลูทีนซีแซนทีน(แอลซีวิต LZ Vit)
-ไฟโตวิท(สารสกัดรวมจาก ผัก)
-สารสกัดองุ่น กระเทียม ขมิ้นชัน น้ำทับทิม แกรนเดอร์ โสม เห็ดหลินจือ สไปรูไลน่า
โรคหัวใจ
-ทับทิม
-ลูทีนซีแซนทีน(แอลซีวิต LZ Vit)
-สารสกัดจากชาเขียว(อีจีซีจี)
-สารสกัดรวมจากผัก(ไฟโตวิท)
อัมพาต อัมพฤกษ์
-โคลีน บี
-สไปรูไลน่า
-ลูทีนซีแซนทีน(แอลซีวิต LZ Vit)
-สารสกัดจากชาเขียว(อีจีซีจี)
-ทับทิม
-สารสกัดรวมจากผัก(ไฟโตวิท)
-แคลดีแมก
เสริมสมรรถภาพทางเพศ
-กวาวเครือขาว(หญิง)แต่ต้องตรวจภายใน และ เต้านมและการทำงานของตับว่าทุกอย่าง
ปกติก่อนเสมอ
-กระเทียม(ทั้งชาย และหญิง)
-โสม(ชาย)
-แปะก๊วย(ชาย)
-น้ำทับทิม(ตำราโบราณในสตรี และในสัตว์ทดลอง เสริมในชาย)
ภูมิแพ้อากาศ หอบ หืด หวัด ไซนัส
-เอคินาเซีย
มีงานวิจัยเรื่องป้องกันหวัด
-กระเทียม
(ช่วยขยายหลอดลม ในหอบหืด)
-โสม (ช่วยขยายหลอดลมใน ถุงลมโป่งพอง COPD มักพบในคนสูบบุหรี่)
ภูมิแพ้ผิวหนัง
-พริมโรส
ปวดข้อ ปวดเข่า
-แคลดีแมก
-น้ำมันปลา ช่วยในโรค เข่าเสื่อม รูมาตอยด์
-พริมโรส ช่วยในโรค เข่าเสื่อม รูมาตอยด์
โลหิตจาง
-สไปรูไลน่า(โลหิตจางจากการขาดเหล็ก ไม่เหมาะในทาลัสซีเมีย รุนแรงที่ต้องได้รับการให้
เลือดเป็นประจำ)
-โคลีน บี (โลหิตจางจากการขาดวิตามิน บี)
-ขมิ้นชัน (ทาลัสซีเมีย)
-สารสกัดจากองุ่น(เกรปซีอี) ช่วย ทาลัสซีเมีย ดีขึ้น
บำรุงไต
-เห็ดหลิดจือ
-สารสกัดจากองุ่น(เกรปซีอี)
-น้ำมันปลา(เหมาะสำหรับไตอักเสบชนิดภูมิต้านทาน lg A)
บำรุงตับ
-โคลีน บี
-ทับทิม
-ขมิ้น(ยับยั้ง มะเร็งตับ)
-พาหะไวรัส ตับอักเสบ บี
-ขมิ้นชัน(เคอคิวมิน ในขมิ้นยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ)
-โสม(ป้องกันมะเร็งตับด้วยกลไกยับยั้ง Alfa toxin )
บำรุงตา
-ลูทีนซีแซนทีน(แอลซีวิต LZ Vit) มีงานวิจัยว่าลดความเสี่ยงต้อกระจกและจอตาเสื่อม
-น้ำเบอรี่ มีงานวิจัยว่า ลดความเสี่ยงต้อกระจก และ จอตาเสื่อม
-เกรปซีอี มีวิตามิน เอ อี ช่วยเรื่องตาแห้ง และ เป็นโรค เกร็ดกระดี่ จากขาดวิตามินเอ
เด็ก
-แคลเซียม แคลซีน หรือ แคลดีแมกซ์
-น้ำมันปลา
-โคลีนบี
-เบรนนี่(มี DHA บำรุงสมอง)
-พรีไบโอนี่(มีโอลิโกฟลุตโตส เพิ่มแลคโตแบซิลไล)
-สไปรูไลน่า ในแง่ที่มีสารอาหารมาก
-เม็ดอมมะนาว เอคินาเซีย
สตรีวัยทอง
-กวาวเครือขาว
-แคลดีแมกซ์
-โคลีนบี
-แอลซีวิต
-ขมิ้น
-ทับทิม
-น้ำมันปลา หรือ พริมโรส
-สาหร่ายสไปรูไลน่า
-โสม
เพิ่มความแข็งแรง สดชื่น กระชุ่มกระชวย ภูมิต้านทาน
-โสม
-เห็ดหลินจือ
-น้ำทับทิม
-สไปรูไลน่า
-ไฟโตวิท
นิ่วในถุงน้ำดี
-แนะนำกลูโคแมนแนน
ลดน้ำหนัก
-สารสกัดจากชาเขียว(อีจีซีจี)
-น้ำมันดอกคำฝอย(CLA 900)
-สูตรเร่งรัด โปรตีน(ซเลนเดอรีน โปรตีน) ไฟเบอรีน กลูโคแมนแนน
-มะขามแขก(ถือเป็นยาลดน้ำหนักในทางการแพทย์แผนไทย)
วันศุกร์, มีนาคม ๓๐, ๒๕๕๐
วันเสาร์, มีนาคม ๒๔, ๒๕๕๐
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ ๒๗, ๒๕๕๐
กวาวเครือขาว
กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เป็นราชินีสมุนไพรไทยโดยแท้ มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี สรรพคุณโดยรวมจะเน้นไปในการทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยทองกลับสดชื่น กลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ กวาวเครือยังสนับสนุนความเป็นผู้หญิงให้สวยงามขึ้น และบำรุงอวัยวะภายในไปในทางที่ส่งเสริมวัยเจริญพันธุ์
ส่วนประกอบสำคัญ : 1 เม็ด มีกวาวเครือขาว 50 มก., ตรีผลา 105 มก.
(ลูกสมอไทย 35 มก., ลูกสมอพิเภก 35 มก. และลูกมะขามป้อม 35 มก.)
สรรพคุณ : บำรุงร่างกายสตรีผู้สูงอายุให้สดชื่นกลับมาเป็นสาว
วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง หลังอาหาร
วันเสาร์, กุมภาพันธ์ ๐๓, ๒๕๕๐
การดื่มไวน์แดงอาจช่วยชะลอความแก่
| ||
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงแนะนำผู้ที่ต้องการต่อสู้กับการทำร้ายของกาลเวลา ด้วยการเพิ่มสารเมลาโทนินโดยการกินอาหาร เช่น หอมหัวใหญ่ กล้วย ข้าว เชอร์รี่ รวมถึงดื่มไวน์แดงมากขึ้น ตั้งแต่อายุย่างเข้า 30 ปี
เมลาโทนินเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย และเป็นที่นิยมแพร่หลายสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็ตแล็ก หรืออาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานานๆ เนื่องจากร่างกายยังปรับสภาพกับเวลาไม่ได้
นอกจากมีผลต่อนาฬิกาชีวภาพแล้ว งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า เมลาโทนินทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำลายเซลล์
ทั้งนี้ นักวิจัยจากเครือข่ายวิจัยภาวะสูงวัยของสเปนศึกษาจากหนูที่ถูกตัดต่อทางพันธุกรรมและมีปัญหาแก่ก่อนวัย และพบว่าภาวะชราเริ่มปรากฏครั้งแรกเมื่อหนูอายุ 5 เดือน หรือ 30 ปีสำหรับมนุษย์ โดยเกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนและไนโตรเจนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและทำลายเซลล์มากขึ้น
จากนั้น นักวิจัยให้หนูทดลองกินเมลาโทนิน ผลปรากฏว่าสารชนิดนี้สามารถยับยั้งกระบวนการชราได้
การวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ดาริโอ อะกวินา กาสโตรไวโฆ จากมหาวิทยาลัยเกรนาดา สเปน ยังพบว่าการให้หนูกินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 5 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายของหนูเลิกผลิตสารชนิดนี้แล้วนั้น ช่วยชะลอความแก่ได้ บ่งชี้ว่า หากคนเรากินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 30 หรือ 40 ปี อาจชะลอกระบวนการชราได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่แน่ใจว่าเมลาโทนินจะส่งผลอย่างไรต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพราะมีความเป็นไปได้ว่าสารชนิดนี้อาจมีอิทธิพลต่อระบบการเจริญพันธุ์ของสตรี โดยผลวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า เมลาโทนินในระดับที่ผกผันตามฤดูกาล มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการผสมเทียมในหลอดแก้ว
กระนั้น ศาสตราจารย์อะกวินา กาสโตรไวโฆแนะนำไว้ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารหลายฉบับ รวมถึงฟรอนเทียร อิน ไบโอไซนส์ แอนด์ ฟรี เรดิคัล รีเสิร์ช ว่าควรบริโภคเมลาโทนินเพิ่ม ด้วยการกินไวน์แดง ผลไม้ ผัก และซีเรียล เพื่อป้องกันโรคภัยที่มาพร้อมวัยที่ล่วงเลย
อนึ่ง เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ไวน์แดงมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานัปการ เช่น งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า การดื่มไวน์แดงวันละแก้วช่วยปกป้องหัวใจ เนื่องจากในผิวและเมล็ดขององุ่นอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์
นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ไวน์แดงช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด รวมถึงปกป้องโรคเหงือก และช่วยให้หลับง่ายขึ้น
วันอาทิตย์, มกราคม ๑๔, ๒๕๕๐
กินอยู่อย่างไรจึงจะไกลโรคมะเร็ง
ปัจจัยต่างๆ ที่อาจให้เกิดมะเร็งได้แก่
มะเร็งที่เกิดจากอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับ
เชื้อโรคหลายชนิดจัดได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน ได้แก่
|
วันเสาร์, มกราคม ๐๖, ๒๕๕๐
รู้จักโรคหลอดเลือดสมองแตก
แพทย์คาดว่าเส้นเลือดในสมองแตกก่อนที่จะล้ม แต่ไม่มีโอกาสที่ลินดาจะเป็นอัมพาตเพราะกล้ามเนื้อซีกซ้ายที่ไม่ตอบสนองในครั้งแรก ขณะนี้เริ่มขยับได้ แต่ยังอ่อนแรง เนื่องจากก้อนเลือดที่ออกจากสมองได้เข้าไปทำลายเนื้อสมอง ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสมองส่วนไหนเสียหาย ยังคงรักษาและเตรียมพร้อมให้สมองส่วนที่ดีฟื้นตัวเร็วที่สุด ขณะนี้คงยังใช้ท่อดูดเลือดจากแผลที่เกิดจากการผ่าตัดออกมาด้วย ซึ่งจำนวนเลือดที่พบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังจากฟื้นตัวคงจะต้องกายภาพบำบัดเพื่อให้แขนขาด้านซ้ายที่อ่อนแรงและกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนปกติ แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม อาการล่าสุดของ "ลินดา ค้าธัญเจริญ" ขณะนี้มีอาการดีขึ้น มีการตอบสนองมากขึ้น ไม่มีอาการแทรกซ้อน รับรู้เข้าใจโต้ตอบทำตามคำตอบได้ เมื่อถามว่าสู้ไหม "ลินดา" สามารถยกมือชูสองนิ้วขวาได้ เป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีลดความกังวลใจลง คณะแพทย์แถลงว่าขณะนี้คุมอาการได้หมดแล้ว แต่สิ่งที่กังวลที่สุดคือการติดเชื้อและอาการสมองบวม ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก
โรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต โรคนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันอาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเอง หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและจากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกเกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่ง และทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าทั่ไม่ได้ตามปกติ เกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ได้แก่ หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่สูบบุหรี่ บางคนเกิดจากโรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ่มหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่วนน้อยเกิดจากหลอดเลือดสมองอักเสบและโรคเลือดบางชนิด
ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตกที่สำคัญที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง บางรายอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆเป็นต้นสมองในตำแหน่งต่างๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมองจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคหากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครังอาจมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการที่พบบ่อยมีหลายอย่าง ได้แก่ อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศรีษะ ร่วมกับเดินเซ ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ปวดศรีษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว ที่สำคัญคืออาการดังกล่าวข้างต้น หากเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรไปพบแพทย์ด่วน พึงระลึกไว้เสมอว่าเมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีอย่ามัวรอดูอาการ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจ สูงอายุ แอลกอฮอล์ ไขมันในเลือดสูง และขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นการป้องกันโรคนี้จึงควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง งดสูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมรัดับน้ำตาลในเลือด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง และควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ
ศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับ น้ำมันปลา
วันศุกร์, มกราคม ๐๕, ๒๕๕๐
อัมพาต จากโรคของหลอดเลือดสมอง
อุบัติการณ์การ การเกิดอัมพาตในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป พบว่าอัตราการเกิด อัมพาต นั้น พบผู้ป่วยในอัตราที่สูง ราว 500- 1,000 คนต่อประชากร 1 แสนคน สำหรับสถิติในประเทศไทย ทางสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิรราชพยาบาล ได้ศึกษาไว้ พบว่า อัตราป่วย ของผู้ป่วยอัมพาต อยู่ในอัตราสูงถึง 690 ต่อประชากร 1 แสนคน
ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว อัมพาตเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของประชากร รองลงมาจาก โรคหัวใจ โรคมะเร็ง สำหรับประชากรไทย ผู้ป่วยอัมพาตทั่ว ๆ ไปจะมีอัตราตาย 20-25% ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้นในปีหนึ่ง ๆ ประชากรไทย จะมีผู้ป่วยเป็นอัมพาตเพิ่มขึ้น ปีละราว 1 แสนคนทุกปี จะเห็นได้ว่า ปัญหาอัมพาต จึงเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้รวบรวมสาเหตุของโรคอัมพาตที่เกิดจาก "โรคหลอดเลือดสมอง" ไว้ 5 ประการ คือ
หลอดเลือดสมองตีบ (cerebral thrombosis) ภาวะเช่นนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก หลอดเลือด มีการแข็งตัว ที่เรียกว่า atherosclerosis จึงมีผลให้เลือดไปยังสมองได้น้อย และมีการตัน ในหลอดเลือดนั่นเอง
การอุดตันในหลอดเลือด (cerebral embolism) สาเหตุเพราะมีก้อนเลือดหลุด มาจากที่ต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น จากหัวใจแล้วมาอุดหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้สมองขาดเลือดดังกล่าวแล้ว
หลอดเลือดสมองแตก (cerebral haemorrhage) เกิดจากการที่หลอดเลือดใน สมองแข็ง แล้วมีการแตกของหลอดเลือด จึงทำให้เลือดออกมาในเนื้อสมองหรือที่ฐานสมอง ยังผลให้ สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง
การบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง (spasm of artery) ภาวะนี้ เกิดจากการที่ มีการระคายเคือง ของหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้หลอดเลือดในสมอง มีการหดตัว หรือบีบตัวอย่างรุนแรง ยังผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนปลายไม่ได้ จึงเกิดอัมพาตขึ้น
การอักเสบของหลอดเลือด (arteritis) เกิดจากภาวะที่มีการอักเสบในสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรคของสมอง และมีผลทำให้หลอดเลือดของสมอง อักเสบตามมา ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ คำถามที่ประชาชนชอบถามก็คือ "อยู่ดี ๆ ทำจึงเป็นอัมพาต" แพทย์หลายคนก็มักจะตอบว่า " ที่จริงแล้ว ท่านคงมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่อาจทำให้ท่านเป็นอัมพาต แอบแฝงอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทราบ ไม่หลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง และไม่รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ดีจึงเกิดอัมพาต
ปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วย เป็นอัมพาต และเป็นสิ่งที่เรา จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยง และให้การรักษา หรือป้องกัน ได้แก่
โรคความดันโลหิตสูง ภาวะนี้พบว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และทำให้เกิด โรคอัมพาตได้มาก ทั้งชนิดหลอดเลือดแตก และหลอดเลือดตีบ ภาวะโรคความดันโลหิตสูงนี้ จะทำให้ผู้ป่วย มีโอกาสเป็นอัมพาต มากกว่าคนปกติ ถึง 3- 17 เท่า แล้วแต่อายุ และความรุนแรง ของความดันโลหิต
โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเป็นเวลานาน ๆโดยมิได้รับการรักษา หรือควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะมีอัตราเสี่ยง ในการเกิดอัมพาต ชนิดหลอดเลือดตีบได้สูง เพราะโรคเบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ได้ง่าย โดยจะมีหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าเป็นที่หลอดเลือดของสมองแข็ง จะเกิดอัมพาตขึ้น อัตราการเสี่ยง ของผู้ป่วย ที่เป็นโรค เบาหวาน จะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติถึง 2- 4 เท่า
ภาวะที่มีไขมันสูงในหลอดเลือด ทั้งชนิด chelesterol, triglyceride, ซึ่งเป็นไขมัน ที่ไปเกาะ ผนังหลอดเลือด และจะทำให้ผนังหลอดเลือด แข็ง อันจะมีผลตามมา ทำให้เกิดอัมพาตได้ง่าย
การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่นั้นจะเป็นปัจจัยเสริมทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพาตได้ง่าย โดยที่ผู้สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเป็นอัมพาต ได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า
อื่น ๆ ปัจจัยอื่นที่จะส่งเสริมให้เป็นอัมพาตได้แก่
Obesity หรือความอ้วนโรคอ้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริม ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และทำให้ผู้ป่วย มีไขมัน ในหลอดเลือดสูง อันจะมีโอกาสเกิด อัมพาต ได้มากกว่าคนธรรมดา
ภาวะเครียด การที่ผู้ป่วยเครียดมากเกินไปจะยังผลให้เกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ และจะทำให้เกิดอัมพาตตามมาได้
ภาวะขาดการออกกำลังกาย การที่ไม่ยอมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัย ทำให้ผู้ป่วยอ้วน และเกิดภาวะเครียด ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริม ต่อการเกิดอัมพาต ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า การออกกำลังกาย ของร่างกาย อย่างสม่ำเสมอ อาจมีผล ให้ลดระดับของไขมัน ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเพิ่มไขมัน ที่มีประโยชน์ กล่าวคือ ทำให้หลอดเลือดไม่แข็งตัว ได้อีกด้วยท่านที่ทราบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ สมควรที่จะเร่งหลีกเลี่ยง และรักษา เสียแต่เนิ่น ๆ และอย่างต่อเนื่องเพื่อท่านจะได้ปราศจาก อัมพาต และมีกำลังที่จะต่อสู้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ หากท่านไม่แน่ใจ ขอให้สละเวลาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจสุขภาพเสียให้แน่ชัด เพื่อประหยัด และมั่นใจว่าจะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้ศึกษาน้ำมันปลา
วันเสาร์, ธันวาคม ๑๖, ๒๕๔๙
เคล็ดลับดูแลสุขภาพตามวัย
เชื่อไหมคะว่า การเลือกทานอาหารให้เหมาะกับช่วงอายุของวัย จะทำให้คุณดูเอ๊าะกว่าจริงได้อย่างน้อย 5-10 ปี แถมยังมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นชนิดผิดหูผิดตาด้วย!! เพราะแต่ละวัยก็มีความต้องการของร่างกายแตกต่างกันไป ใส่ใจสักนิด คิดก่อนทานสักหน่อย รับรองได้เลยค่ะว่า ความสาวความสวยจะอยู่คู่กับคุณไปอีกนาน!!
วัยนำหน้าเลข 2
จะเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มวัย และร่างกายมีพัฒนาการเติบโตเต็มที่ จึงมีพลังงานอย่างเหลือล้น เป็นวัยที่กระฉับ กระเฉง เคลื่อนไหวและทำกิจกรรมเยอะ ทำให้ร่างกายได้เผาผลาญและใช้พลังงานมากกว่าวัยอื่นๆ คนอายุ 20 อัพ ควรทานอาหารหลากหลายให้เกิดความสมดุล อาหารสุขภาพที่เหมาะสมกับคนวัยนี้ คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ ซึ่งให้โปรตีนสูง รองมาก็เป็นข้าวและแป้ง เน้นการเสริมสร้างพลังงาน ตามมาด้วยผักผลไม้ และนมกับแคลเซียม.
วัยนำหน้าเลข 3
เป็นวัยที่ยังต้องการพลังงานอยู่มาก เพราะเป็นช่วงของการทำงานตั้งเนื้อตั้งตัว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการเบิร์นของร่างกายช้าลง และน้ำหนักขึ้นลงง่าย คนวัยนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องไขมันและคอเลสเทอรอลเป็นพิเศษ พยายามเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายขึ้น โดยเฉพาะ ปลาทะเล ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต รวมถึงพวกถั่วเมล็ดแห้ง อย่างถั่วแดง, ถั่วเขียว และถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ แถมยังมีโปรตีนสูง ช่วยให้พลังงานทดแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ ส่วนอาหารจำพวกข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี ก็มีเส้นใยสูง ช่วยให้อิ่มทน และส่งผลดีต่อลำไส้ แต่ถ้าไม่อยากพะโล้ดูแก่ เกินวัย ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเทอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น, เนย และกะทิ.
วัยนำหน้าเลข 4
เป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงอาจเผชิญกับปัญหาวัยทองในระยะนี้ ในช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลงมาก แต่ต้องการแคลเซียม และวิตามินจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูงมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหากระดูก คนวัยนี้ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมวัย ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่มีวิตามินซีมาก อย่าง ส้ม, ฝรั่ง, มะเขือเทศ และแคนตาลูป หรือจะเป็นอาหารที่มีวิตามินอีสูง เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน, เมล็ดดอกทานตะวัน, เนยถั่ว, ถั่วลิสง และอัลมอนด์ ขณะที่เต้าหู้ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของคนวัยเลข 4 เพราะมีไขมันต่ำ และให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป อยากให้ท่องจำไว้ในใจเลยค่ะว่า การเลิกทานอาหารไขมันสูง อาหารทอด และของผัดๆมันๆทุกชนิด รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน จะช่วยให้คุณดูเอ๊าะขึ้นอีกหลายปี!!
วัยนำหน้าเลข 5
เลข 5 ที่เข้ามาย่ำกรายชีวิต ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อร่างกายเท่านั้นนะคะ แต่ยังลุกลามไปถึงเรื่องจิตใจด้วย คนวัยนี้ต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ด้วยการทำความเข้าใจสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม... ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจะลดลง ส่งผลต่อระบบการย่อยและการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดของคนวัยนี้คือ การดื่มน้ำมากๆให้สม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง หรือทานเฉพาะแป้งที่ไม่ขัดสี งดการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ซึ่งย่อยยาก และหันมาทานปลาแทน นอกจากนี้ ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม, โยเกิร์ต, เนยแข็ง หรือปลาตัวเล็กตัวน้อย และพวกผักใบเขียว โดยเฉพาะคะน้า กวางตุ้ง และบ็อคโคลี่ ช่วยลดปัญหากระดูกพรุน คนวัย 50 อัพ ยังออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหมมาก เน้นเฉพาะประเภทที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง รวมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น.
วันเสาร์, ธันวาคม ๐๙, ๒๕๔๙
ครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งป้องกันได้
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา” ที่โรงพยาบาลศิริราช มีข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
นพ.ปีเตอร์ บอยล์ ตัวแทนองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer : IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยโรคมะเร็งกับทั่วโลก กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของประชากรโลก และผู้ป่วยมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ พบผู้ป่วยมากในประเทศกำลังพัฒนา จากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มักพบผู้ป่วยมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว
จากข้อมูลพบว่าประชากรโลกในปี 2548 มีประมาณ 6,454 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 11 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 7 ล้านคน/ปี และอีก 25 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ส่วนในปี 2573 หรืออีก 25 ปี คาดว่าจะมีประชากรโลกประมาณ 8,130 ล้านคน และจะมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 27 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 17 ล้านคน/ปี และอีก 75 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุที่มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้น เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และโลกกำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในประเทศที่กำลังพัฒนามีมากขึ้น โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริโภค รวมทั้งการขาดความรู้ในการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพตนเอง
นพ.ปีเตอร์กล่าวว่า การรักษาหรือบรรเทาอาการมะเร็งด้วยการฉายรังสี ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายอาจจะหายขาด แต่เครื่องมือและบุคลากรด้านนี้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา
เขาบอกด้วยว่า วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวไปถึงขั้นรู้แนวทางในการป้องกันโรคมะเร็ง ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ มะเร็งบางชนิดรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดแม้จะไม่หายขาด แต่ก็สามารถรักษาแบบประคับประคองอาการ โดยทำให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเตมเซลล์ และไม่มีหลักฐานว่า สเตมเซลล์ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยสเตมเซลล์จำนวนน้อย.
