วันเสาร์, ธันวาคม ๐๙, ๒๕๔๙

ครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งป้องกันได้

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา” ที่โรงพยาบาลศิริราช มีข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

นพ.ปีเตอร์ บอยล์ ตัวแทนองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer : IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยโรคมะเร็งกับทั่วโลก กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของประชากรโลก และผู้ป่วยมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ พบผู้ป่วยมากในประเทศกำลังพัฒนา จากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มักพบผู้ป่วยมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

จากข้อมูลพบว่าประชากรโลกในปี 2548 มีประมาณ 6,454 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 11 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 7 ล้านคน/ปี และอีก 25 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ส่วนในปี 2573 หรืออีก 25 ปี คาดว่าจะมีประชากรโลกประมาณ 8,130 ล้านคน และจะมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 27 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 17 ล้านคน/ปี และอีก 75 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุที่มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้น เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และโลกกำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในประเทศที่กำลังพัฒนามีมากขึ้น โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริโภค รวมทั้งการขาดความรู้ในการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพตนเอง

นพ.ปีเตอร์กล่าวว่า การรักษาหรือบรรเทาอาการมะเร็งด้วยการฉายรังสี ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายอาจจะหายขาด แต่เครื่องมือและบุคลากรด้านนี้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา

เขาบอกด้วยว่า วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวไปถึงขั้นรู้แนวทางในการป้องกันโรคมะเร็ง ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ มะเร็งบางชนิดรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดแม้จะไม่หายขาด แต่ก็สามารถรักษาแบบประคับประคองอาการ โดยทำให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเตมเซลล์ และไม่มีหลักฐานว่า สเตมเซลล์ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยสเตมเซลล์จำนวนน้อย.

วันเสาร์, ธันวาคม ๐๒, ๒๕๔๙

วิตามินซี

วิตามินซี เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายอีกชนิดหนึ่ง ที่ช่วยปกป้องเซลล์และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังช่วยเยียวยาร่างกายจากการบาดเจ็บ ช่วยให้ร่างกายต่อต้านการอักเสบได้ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน อันนี้ก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็กเลย

โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีพบได้ในอาหารจำพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้มสุกลูกไม้ต่างๆ ยิ่งในยุคสมัยใหม่อย่างนี้ก็มีผู้ผลิตนำมาอัดเม็ด เป็นอาหารเสริมจำหน่ายกันมากมายในปริมาณต่างๆ กันไป

นอกจากที่ว่าคนทั่วไปต้อง การวิตามินซีแล้ว คนบางกลุ่มที่อาจจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี หรือมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปก็มีเช่นกัน

หอสมุดแห่งชาติด้านการแพทย์ ในสหรัฐฯ ระบุว่า มีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้น โดยสามารถจัดแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้

- กลุ่มคนที่สูบบุหรี่

- กลุ่มคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด

- ผู้ป่วยที่มีไตเทียม

- คนที่โดนกระทบอากาศเย็นเป็นเวลานาน

คุณอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้หรือเปล่า แต่ถึงจะไม่อยู่ในประเภทนั้นก็อย่าลืมหาอาหารที่มีวิตามินซี เป็นส่วนประกอบมากินอย่างสม่ำเสมอก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพไม่น้อย เพราะข้อ มูลด้านสุขภาพแจ้งว่ามันยังช่วยบรรเทาความรุนแรง และระยะเวลาของการเป็นโรคหวัดได้ด้วย.

วันอังคาร, พฤศจิกายน ๒๑, ๒๕๔๙

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน​เป็น​โรคที่​ผู้​คน​ส่วน​ใหญ่​รู้จัก​กัน​พอควร​ ​แต่​ผู้​ป่วย​ส่วน​ใหญ่​ยัง​ไม่​ทราบ​ ​ความ​สำ​คัญของการรักษา​โรคนี้นัก​ ​แพทย์​เองก็​ไม่​ได้​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​การรักษา​ ​ผู้​ป่วยเบาหวาน​เป็น​อย่างดี​ ​แพทย์หลายๆ​ท่านรักษา​เบาหวาน​ ​เฉพาะ​เพียงลดระดับ​ ​น้ำ​ตาล​ใน​เลือด​เท่า​นั้น​ แต่​ความ​จริง​แล้ว​ ​โรคเบาหวาน​ ​ไม่​ใช่​แค่ระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือดสูง​ ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เป็น​โรคร้าย​ ​ที่หาก​ไม่​ได้​รับดู​แลอย่างดี​แล้ว​ ​จะ​เกิดผลเสียตามมามากมาย​ ..... ​หมอโรคหัวใจ​ ​และ​ ​หมอโรคไต​ ​ทราบดี​ ​เพราะ​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ ​และ​ ​ไตวายเรื้อรัง​ส่วน​ใหญ่​ ​เป็น​เบาหวาน

โรคเบาหวาน​เป็น​ความ​ผิดปกติ​เนื่อง​จาก​ร่างกาย​ไม่​สามารถ​นำ​น้ำ​ตาล​ใน​ร่างกายไป​ใช้​ได้​อย่างเต็มที่​ ​สา​เหตุ​เนื่อง​จาก​ขาดฮอร์​โมน​ ​อินซูลิน​ ​หรือ​ ​ไม่​ขาดฮอร์​โมน​ ​แต่ร่างกาย​ไม่​ตอบสนองต่อ​ ​ฮอร์​โมนตัวนี้​ ​ผลที่ตามมาคือระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือดสูงกว่าปกติ​ ​ปัจจุบัน​ ​หากระดับน้ำ​ตาล​ ​ใน​เลือดที่​เจาะหลังงดอาหาร​ 6 ​ชั่วโมง​แล้ว​ ​ยัง​สูงกว่า​ 126 ​มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร​ ​เราก็​เรียก​ได้​ว่า​เป็น​ "​โรคเบาหวาน" ​ได้​แล้ว​ครับ​

​ระดับน้ำ​ตาลที่สูงนี้​เป็น​ตัวการสำ​คัญที่ทำ​ให้​เกิดปัญหา​ ​ต่างๆ​ตามมา​ ที่สำ​คัญคือ​เป็น​ตัว​ ​การเร่ง​ให้​เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดแดง​ทั่ว​ร่างกาย ​ทั้ง​หลอดเลือดแดงที่​เลี้ยง​ ​สมอง​ ​หัวใจ​ ​ตา​ ​ไต​ ​แขน​-​ขา​ ​รวม​ทั้ง​ ​หลอดเลือดแดง​เล็กๆ​ที่​เลี้ยง​ ​ปลายประสาทอีก​ด้วย​ ​ทำ​ให้​เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดงเหล่านี้​ ​ดัง​นั้น​จะ​เห็นว่า​ "​โรคเบาหวาน" ​เป็น​ปัจจัยเสี่ยงที่สำ​คัญต่อ​ ​โรคทางสมอง​ ​อัมพาต​ ​โรคระบบประสาท​ ​โรคหัวใจ​ ​โรคไต​ ​โรคตา​ ​แม้กระทั่งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ​ ​หรือ​ ED ​ด้วย​

หลักสำ​คัญ​ใน​การรักษา​ผู้​ป่วยเบาหวาน​ ที่​ผู้​ป่วยควรทราบ

* ควบคุมระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือด​ให้​อยู่​ใน​เกณฑ์ปกติ​ให้​มากที่สุดตลอดเวลา​ ​การที่​จะ​ ​ทำ​เช่น​นั้น​ได้​ ​ต้อง​อาศัย​ความ​ร่วมมืออย่างมาก​จาก​ผู้​ป่วย​ ​ญาติ​ผู้​ป่วย​ (ประ​เภทหวังดี​ ​ซื้อของมา​ให้​รับประทาน​ ​หรือ​ ​ให้​คำ​แนะนำ​ผิดๆ​) ​โดย​การควบคุมอาหารอย่างเคร่ง​ ​ครัด​ ​รับประทานยาตามสั่ง​ ​ออกกำ​ลังกายตามสมควร​ ​ลดน้ำ​หนัก​ ​หากยา​ไม่​ได้​ผลดีก็​ ​จำ​เป็น​ต้อง​ฉีดอินซูลิน
* หากมี​ความ​ดันโลหิตสูงก็จำ​เป็น​ที่​จะ​ต้อง​ลด​ความ​ดันโลหิต​ให้​น้อยกว่า​ ​หรือ​ ​ใกล้​เคียง​ 130/80 ​มม​.​ปรอท​ ​ทั้ง​นี้​ต้อง​ไม่​มีผลแทรกซ้อน​จาก​ยาลด​ความ​ดันโลหิต​ด้วย​ ​จะ​สามารถ​ ​ป้อง​กัน​ ​หรือ​ ​ชลอภาวะ​ไตวาย​ได้
* ลดไขมันคอเลสเตอรอล​ใน​เลือดลงมากๆ​ ​โดย​ใช้​ค่า​ LDL-Cholesterol ​เป็น​เกณฑ์​ ​ให้​ LDL-C ​น้อยกว่า​ 100 ​มก​./​ดล​. ​เทียบ​เท่า​ผู้​ที่มี​โรคหัวใจ​อยู่​ ​เนื่อง​จาก​ผู้​ป่วย​ ​เบาหวานแทบทุกรายมีการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจซ่อน​อยู่​ด้วย​ ​การลดระดับ​ ​ไขมัน​ใน​เลือดลงมากๆ​ (Cholesterol) ​จะ​ช่วย​ลดปัญหา​แทรกซ้อนทางหัวใจลง​ ​ปัจจุบันยาที่​ใช้​ลดไขมันคอเลสเตอรอล​ได้​ดีมากที่สุด​ ​คือ​ ​ยากลุ่ม​ statins
* แนะนำ​ให้​ผู้​ป่วยพบจักษุ​แพทย์ทุก​ 6 ​เดือน​ ​เพื่อป้อง​กัน​ตาบอด​จาก​เบาหวานขึ้นตา​ ​จอประสาทตา​เสื่อม
* แนะนำ​ให้​ผู้​ป่วยดู​แลตนเองที่บ้าน​ ​อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง​ ​การดู​แลเท้า​ ​ผิวหนัง​ (โอกาสเกิดแผลที่​เท้า​ ​และ​ ​ทำ​ให้​ต้อง​ตัดเท้าพบ​ได้​บ่อยๆ​)

จะ​เห็นว่า​ ​การรักษา​โรคเบาหวาน​ ​ไม่​ใช่​แค่การไปเจาะ​เลือด​ ​ดูน้ำ​ตาล​ใน​เลือด​ ​แล้ว​จัด​ ​ยา​เฉยๆ​ ​แต่การรักษา​เบาหวานที่​ได้​มาตรฐาน​ ​จะ​เป็น​การดู​แล​ผู้​ป่วยทุกระบบ​ ​โดย​หวัง​ ​ว่าการดู​แลอย่างดี​ ​จะ​ช่วย​ป้อง​กัน​ผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรง​จาก​เบาหวาน​ได้​ ​เช่น​ ​อัมพาต​ ​ไตวาย​ ​ตาบอด​ ​กล้ามเนื้อหัวใจตาย​ ​เป็น​ต้น​ การรักษา​เบาหวาน​ให้​ดี​ ​จึง​ไม่​ใช่​เรื่อง​ "หมูๆ​" ​หรือ​ "หวานๆ​" ​อย่างที่คิด

Vitamin E

คาดว่า​แทบทุกท่านคงเคย​ได้​ยินโฆษณา​เกี่ยว​กับ​คุณสมบัติครอบจักรวาลของ​ Vitamin E ​กัน​มาบ้าง​แล้ว​ ​เช่น​ ​ป้อง​กัน​เซลเสื่อม​ ​ป้อง​กัน​ “​แก่​” ​ลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า​ ​บำ​รุงผิวพรรณ​ ​ต้านมะ​เร็ง​ ​ไปจน​ถึง​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​บท​ความ​นี้​จะ​เน้นเกี่ยว​กับ​ผล​ ​ของการเสริม​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือดเกิด​จาก​การที่มี​ไขมันคอเลสเตอรอลสะสม​อยู่​ใน​ผนังหลอดเลือด​ ​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​การสะสมของ​ ​ไขมันนี้​ ​เกิด​จาก​หลายๆ​ ​ปัจจัยประกอบ​กัน​ ​แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำ​คัญคือไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้าย​ ​หรือ​ LDL- Cholesterol ​ใน​ชั้น​ ​ผนังหลอดเลือด​ ​ทำ​ให้​หลอดเลือดตีบ​ ​ไขมันนี้ปกติ​อยู่​ใน​กระ​แสเลือด​ ​การที่​จะ​เข้า​ไปสะสม​อยู่​ ​ใน​ผนังหลอดเลือด​ได้​นั้น​ ไขมันชนิดนี้​ ​จะ​ถูกขบวนการ​ “​อ็อกซิ​เดชั่น​” ​ก่อน​ (Oxidation) ​จึง​เข้า​ไปสะสม​ได้​ Vitamin E ​มีคุณสมบัติ​เป็น​ตัวต้านขบวนการอ็อกซิ​เดชั่น​ (Anti-Oxidant) ​จึง​มี​ผู้​ศึกษาผลของ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ ​โดย​ ​หวังว่าการเสริม​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ต้านการสะสมของ​ ​ไขมัน​ LDL-Cholesterol ​ใน​ผนังหลอดเลือด​ ​เป็น​ผลป้อง​กัน​ ​โรคหัวใจ​ ​หรือ​ ​ลด​ความ​รุนแรงของโรคลง​ ​สารที่มีคุณสมบัติ​เป็น​ Anti-Oxidant ​นอก​จาก​ Vitamin E ​แล้ว​ ​ยัง​มีสาร​อื่นๆ​อีก​ ​เช่น​ Vitamin C , Beta-carotene

Vitamin E ​ช่วย​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​หรือ​ไม่

ตามหลักการ​แล้ว​ก็น่า​จะ​เป็น​เช่น​นั้น​ ​แต่​ใน​โลกแห่ง​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ ​ร่างกายคนเราซับซ้อนเกินกว่าที่​จะ​เข้า​ใจง่ายๆ​ ​เช่น​นั้น​ 1+1 ​ไม่​ได้​เป็น​ 2 ​เสมอไป​ ​การศึกษา​เกี่ยว​กับ​ Vitamin E ​กับ​โรคหัวใจมีมานาน​แล้ว​ ​ใน​ระยะ​แรกๆ​พบว่า​ ​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ส่วน​หนึ่งมีระดับ​ Vitamin E ​ต่ำ​กว่าปกติ​ ​และ​มีหลาย​ ​การศึกษาชี้​ให้​เห็นว่าการเสริม​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​แต่อย่างไรก็ตาม​ ​การศึกษา​ ​เหล่า​นั้น​เป็น​การศึกษาย้อนหลัง​ ​หรือ​ ​การศึกษา​เปรียบเทียบ​ ​ย้อนหลัง​ ซึ่ง​การศึกษาชนิดนี้มีข้อจำ​กัดมาก​ ​ทำ​ให้​ความ​น่า​ ​เชื่อถือลดลงมาก

​การศึกษาที่ดีกว่า​และ​ถือว่ายอบรับ​ได้​มากที่สุด​ ​คือ​ ​การศึกษา​เปรียบเทียบ​ ​ระหว่างผลของยาจริง​ ​กับ​ ​ยาหลอก​ ​โดย​การสุ่ม​ ​ผู้​ถูกศึกษา​ ​และ​ ​ผู้​ศึกษาต่างก็​ไม่​ทราบว่า​ได้​รับยาจริง​ ​หรือ​ ​ยาหลอกจนกว่า​จะ​เสร็จสิ้นการศึกษา​ ​เป็น​การ​ ​ตัดอคติ​จาก​การ​ ​ทดลองลง​ ​การศึกษา​แบบนี้​เรียก​ Randomized Double Blind Placebo Control

ปัจจุบันมีการศึกษา​แบบ​ Randomized Double Blind Placebo Control ​เพื่อดูผลของ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วย​ ​โรคหัวใจ​ ​การศึกษา​ ​แรกมา​จาก​ Cambridge (ตีพิมพ์​ใน​ปีคศ​.1996) ​เป็น​การศึกษา​ใน​ผู้​ป่วยที่​เป็น​โรคหัวใจ​อยู่​แล้ว​ 2,002 ​คน​ ​ใน​จำ​นวนนี้​ 1,035 ​คน​ได้​รับ​ Vitamin E ​ขนาด​ 400-800 IU ​ต่อวัน​ ​และ​ 967 ​คน​ได้​รับยาหลอก​ ​ติดตาม​ผู้​ป่วยไปประมาณ​ 1 ​ปีครึ่ง​ พบว่า​ผู้​ที่​ได้​รับ​ Vitamin E ​เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย​ ​หรือ​ Heart attack ​น้อยกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมาก​ ​ผลนี้​เริ่มเห็น​ได้​เมื่อ​ ​รับประทาน​ Vitamin E ​อย่างน้อย​ 1 ​ปี​ ​แต่อย่างไรก็ตามพบว่า​แม้​จะ​ลด​ Heart attack ​ลง​ ​แต่อัตราตาย​จาก​ ​โรคหัวใจ​ไม่​ได้​ลดลงเลย ​พูดง่ายๆ​คือ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ไม่​ได้​ทำ​ให้​อายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง​

​การศึกษาต่อมา​ ​เพิ่งลงพิมพ์​ใน​วารสาร​ New England Journal of Medicine ​มกราคม​ ​ปี​ 2000 ​ชื่อย่อๆ​ว่า​ HOPE Study ​ผู้​เข้า​การศึกษา​เป็น​ผู้​ที่มี​โรคของหลอดเลือด​อยู่​แล้ว​ ​เช่น​ ​หลอดเลือดหัวใจ​ ​หรือ​ ​หลอดเลือดสมอง​ ​(​ไม่​ใช่​คน​ ​แข็งแรงที่​ยัง​ไม่​มี​โรค) ​ประมาณ​ 9,541​คน​ ​ครึ่งหนึ่งไดรับ​ Vitamin E 400 IU ​ต่อวัน​ ​ส่วน​อีกครึ่งหนึ่ง​ได้​รับยาหลอก​ (placebo) ​เมื่อติดตามไปประมาณ​ 4.5 ​ปี​ ​พบว่าอัตราตาย​ ​อัตราการเกิดโรคหัวใจ​ (Heart attack) ​ไม่​แตกต่าง​กัน​เลย​ จึง​สรุปว่า​ Vitamin E ​ไม่​ได้​ประ​โยชน์​ใน​การป้อง​กัน​โอกาสเกิดปัญหา​แทรกซ้อน​จาก​ ​โรคหัวใจเลย ​เมื่อรวมเอาการศึกษา​เกี่ยว​กับ​ Vitamin E ​ทั้ง​หมด​เข้า​ด้วย​กัน​ ​รวมประชากรที่ศึกษามากกว่า​ 50,000 ​คน​ ​ก็​ไม่​พบว่า​ Vitamin E ​จะ​ได้​ประ​โยชน์​เลย​

ที่​เล่ามา​นั้น​เป็น​การศึกษา​ใน​ผู้​ป่วยที่​เกิดโรค​แล้ว​ ​ไม่​ใช่​เป็น​การ​ใช้​ Vitamin E ​เพื่อการป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​จน​ถึง​ปัจจุบันนี้​ยัง​ไม่​มีการศึกษาดีๆ​เลยว่า​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ “​ป้อง​กัน​” ​ไม่​ให้​คนที่​แข็งแรงดี​เกิดโรค​ ​หัวใจขึ้น

วันเสาร์, ตุลาคม ๑๔, ๒๕๔๙

Giffarine Cosmetics Commercial


สนใจ ผลิตภัณฑ์ หรือ สมัครสมาชิกกิฟฟารีน โทร. 089-1350302,085-9042600

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม ๐๕, ๒๕๔๙

การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ

ร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี และถูกสุขลักษณะตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือปัญหาทางสุขภาพที่มักเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ

วัยสูงอายุ เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ สภาพร่างกายจะเห็นได้ว่าเสื่อมลงตามอายุขัย สภาพจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงง่าย ขี้หงุดหงิด มีความวิตกกังวล เนื่องจากการเจ็บป่วย หรือจากการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยปกติร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี และถูกสุขลักษณะตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุได้

การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย

ในผู้สูงอายุมักจะพบว่ามีความเสื่อมทางด้านระบบทางเดินอาหาร เนื่องมาจากปริมาณฟันที่มีน้อยลง ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาน้อย ไม่พอเพียงที่จะช่วยคลุกเคล้าอาหาร ประสาทกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืนก็จะทำงานน้อยลง ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก นอกจากนี้ปริมาณน้ำย่อยต่าง ๆ ก็ลดลง ทำให้อาหารย่อยได้ไม่ดี มีอาการท้องอืด ตับและตับอ่อนเสื่อม นอกจานี้ระบบขับถ่ายอุจจาระในผู้สูงอายุมักจะเป็นไปตามปกติ เกิดท้องผูกได้ง่าย เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อยลง และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ

อารมณ์และจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ อาจเกิดมาจากมีเวลาว่างมากเกินไป เพราะเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว จึงรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าลง ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเริ่มมีน้อยลง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว และเศร้าซึม นอกจากนั้นยังอาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วย และการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุมีอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย ขี้หงุดหงิด ใจน้อย โกรธง่าย เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ

จากความเสื่อมทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงการดูแลสุขภาพที่อาจไม่เหมาะสม ทำให้ผู้สูงอายุมักเกิดปัญหาทางสุขภาพ หลาย ๆ โรคพร้อมกัน โรคที่มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย และจากปัญหาทางจิตใจ ได้แก่

1. โรคอ้วน
2. โรคเบาหวาน
3. โรคหัวใจขาดเลือด
4. โรคความดันโลหิตสูง
5. โรคไขมันในเลือดสูง
6. โรคข้อเสื่อม
7. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก
8. โรคทางประสาทตา เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก
9. โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์
10. อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ

โรคอ้วน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โรคนี้มักนำมาซึ่งโรคอื่น ๆ หรืออาจเกิดขึ้นพร้อมกับโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค อย่างไรก็ตามปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการดำรงชีวิต เช่น สภาพทางเศรษฐกิจด้วยลง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมน้อยลงก็ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์เศร้าซึม หรือแม้กระทั่งปัญหาการเบื่ออาหาร เนื่องจากรับรู้รสอาหารด้อยลง การเลือกรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงประเภทที่หลากหลาย และความครบถ้วนของสารอาหารที่ควรได้รับ หรือไม่ควรได้รับมากน้อยเกินไป

ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ

ลักษณะการขาดสารอาหารที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ คือ น้ำหนักตัวน้อยอันเนื่องมาจากการเสื่อมถอยของระบบทางเดินอาหาร และย่อยอาหาร และการขาดวิตามินแร่ธาตุ ผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามิน และแร่ธาตุสูง ถ้าการบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วนตามที่ร่ายกายต้องการ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดนั้นยังเกี่ยวพันกับการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพออีกด้วย ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะขาดวิตามินแทบทุกชนิด ที่พบบ่อยคือการขาดวิตามินซี มักพบในรายที่รับประทานผักและผลไม้น้อย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องมาจากการขาดธาตุเหล็ก และอีกโรคหนึ่งที่สำคัญที่มักพบโดยทั่วไปก็คือ โรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากการขาดแคลเซียม และมีภาวะการขาดโปรตีน วิตามินดี และวิตามินซี ร่วมด้วย

ดังนั้นการดูแลโภชนาการผู้สูงอายุที่ควรได้รับนั้นจึงมีความสำคัญ และต้องมีความครบถ้วนอย่างพอดีต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อป้องกันทั้งปัญหาโรคอ้วน และปัญหาทุพโภชนาการที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ยังควรดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของผู้สูงอายุให้แข็งแรงแจ่มใสด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพอเหมาะกับวัย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นดูแลรักษาร่างกายเป็นประจำ พบปะสังครรค์กับครอบครัว และผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ หากิจกรรมยามว่างทำเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดี, กันยายน ๑๔, ๒๕๔๙

โสม

โสม Ginseng (วงศ์ Araliaceae)
โสมเกาหลี โสมคน Panax ginseng C.A. Mayer
โสมอเมริกัน Panax quinquefolium L.
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของโสมมาจาก pan หมายถึงทั้งหมด ax หมายถึงการรักษา
gin หมายถึงคน และ seng หมายถึงเครื่องหอม
Ginseng เป็นภาษาจีน แปลว่า man-root หมายถึง รากไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน เพราะรากจะอวบ มองดูคล้ายมีหัว แขน และขา จึงเรียกว่า "โสมคน" (man-root) โสมมีอายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในเกาหลี จีน โซเวียต ญี่ปุ่น อเมริกา และคานาดา เป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องการภูมิอากาศเฉพาะ ลักษณะโดยทั่วไปของ โสมเป็นพืชโตช้า ถ้าเพาะจากเมล็ดต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปี จึงจะใช้ได้ ในปีแรกต้น จะสูงเพียง 1 ฟุต มีใบ 1 ใบ เป็นใบประกอบมี 3-5 ใบย่อย จากนั้นจะมีใบเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ปีที่ 3 จะเริ่มออกดอก มีก้านดอกยาวชู ออกมาจากยอด ดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม สีม่วง ออกประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ผลกลมสีเขียว เมื่อสุก จะเป็นสีแดง เมื่ออายุ 4-5 ปี ต้นจะสูงประมาณ 2 ฟุต รากโสมที่นำมาใช้เป็นยาต้องมีอายุ 3-7 ปี จะเก็บ รากโสมราวเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะออกดอกจะเป็น ช่วงที่มีสารสำคัญมากสุด

โสมเกาหลี มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนเหนือ และเกาหลี แต่ปัจจุบันปลูกได้ทั้ง จีน เกาหลี รัสเซีย และญี่ปุ่น เป็นไม้ล้มลุก ขนาด 60-80 ซม. ใบเป็นใบประกอบมี 3 ใบย่อย ใบจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ดอกสีขาวออกเป็นช่อ ผลขนาดเล็ก เมื่อสุกจะเป็นสีแดง รากจะอวบแตกเป็นแขนง 2 อัน คล้ายขาคน ดูทั้งรากคล้ายคนจึงเรียก "โสมคน" รากแก่ ยาว 8-20 ซม.
โสมเกาหลีปลูกยาก ต้องปลูกในที่ที่ไม่เคยปลูกโสมมาก่อนในช่วงเวลา 10-15 ปี ต้องมีแสงไม่มาก และต้องเอาใจใส่ดูแล อย่างดี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดจากต้นแก่ มีอายุ 4 ปีขึ้นไป และต้องนำเมล็ดมา ปลูกทันที หากทิ้งให้แห้งจะไม่ขึ้น ถ้านำเมล็ดมาฝัง ในที่ชื้นทันที จะงอกใน 8 เดือน แต่ถ้าทิ้งเมล็ดไว้ 4 เดือนจึงนำมาปลูก ในที่ชื้นจะใช้เวลา 19 เดือนจึงจะงอก โสมชอบดินเหนียว pH ประมาณ 5.5-6.0 อุณหภูมิ 0-15 องศา ไม่ชอบแดด จึงต้องทำร่มบังให้ ภูมิอากาศในประเทศไทยไม่เหมาะสำหรับโสม จึงยังไม่สามารถปลูกโสมได้

โสมที่ใช้ทางยาต้องมีอายุ 5-6 ปี จะเก็บผลสุกและเมล็ดแล้วจึงเก็บราก
โสมเกาหลีมี 2 ชนิด ขึ้นกับกรรมวิธีในการทำให้แห้ง

โสมขาว (White Ginseng) นำรากโสมที่ล้างสะอาดมาตากแดดหรืออบให้แห้งทันที
โสมแดง (Red Ginseng) นำรากโสมที่คัดเอาเฉพาะที่ดีๆมาล้างให้สะอาด แล้วอบด้วยไอน้ำ 120-130 ํc. เป็นเวลา 2-4 ชั่วโมง จนเป็นสีน้ำตาลแดง แล้วจึงนำไปอบให้แห้ง จะเป็นสีน้ำตาลแดง (ใส) และจะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิด ราคาแพงกว่าโสมขาว
โสมอเมริกัน เป็นพืชที่มีถิ่นกำหนิดในสหรัฐอเมริกา ต้นสูงประมาณ 30 ซม. ใบประกอบมีใบย่อย 5 ใบ ดอกสีขาวเหลืองเป็นช่อผลสุกแดง รากแก่ยาว 5-10 ซม. แตกเป็นหลายแขนงคล้ายซ่อม มีรอยย่นตามขวาง ขยายพันธุ์โดยเมล็ด นำไปฝังทรายที่ชื้น ลึก 1.25 ซม. ในที่เย็น เป็นเวลา 18 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้ ชอบดินร่วน การระบายน้ำดี เก็บรากเมื่ออายุ 5-7 ปี ตากให้แห้งในที่ร่ม และใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ หรือ อบในตู้อบที่มีอากาศถ่ายเทได้ให้ความร้อน 60-80 ํF 2-3 วัน แล้วเพิ่มเป็น 90 ํF
ในตำรายาจีนกล่าวถึงสรรพคุณของโสมว่า เป็นยาบำรุงกำลัง ยากระตุ้น ยาเร่งกำหนัด รักษาอาการ ทางประสาท อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาหารไม่ย่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ โรคหอบหืด โรคความจำเสื่อม ปวดศีรษะ ชัก และมะเร็ง และเชื่อกันว่าโสม เพิ่มความต้านทานต่อโรค ทำให้ฟื้นไข้เร็ว
มีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนต่อครั้ง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
สารประกอบเคมีที่สำคัญในโสม
เป็นสารกลุ่ม Triterpenoid saponins มีอย่างน้อย 12 ชนิด เรียกว่า จินเซ็นโนไซด์ (Ginsenosides) หรือพาแนกโซไซด์ (panaxosides)

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการนำไปใช้รักษาโรค
1. ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง
ปริมาณน้อย ๆ จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า สมอง ปลอดโปร่ง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน แต่ถ้าให้ปริมาณมากๆจะกดประสาททำให้ซึม
2. ฤทธิ์ต่อความดันโลหิต
โสมเกาหลีทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (มี ginsenoside Rg1 )
โสมอเมริกันทำให้ความดันโลหิตลดลง (มี ginsenoside Rb1)
3. ลดน้ำตาลในเลือด โดยรับประทานโสมวันละ 2.7 กรัม 3 เดือน น้ำตาลในเลือดจะลดลง
4. เพิ่มความต้านทานต่ออิทธิพลภายนอกที่เข้ามากระทบ เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า โรคภัยไข้เจ็บ (เช่น มะเร็ง) สารที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวเพิ่มความต้านทานโรคได้นี้ เรียกว่า "Adaptogenic Agent"
5. รักษาและป้องกันโรคผนังเส้นเลือดแดงใหญ่หนาและแข็ง (atherosclerosis) โดยไปช่วยทำให้ cholesterol เกาะผนังหลอดเลือด ได้น้อยลง
6. เป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้กล้ามเนื้อมีความสามารถดีขึ้น ใช้กับพวกนักกีฬาประเภทต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง
7. ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีการทดลองทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าคนที่รับประทานรากโสม ขนาดวันละ 2.5 กรัมเป็นเวลา 3-4 เดือน ปริมาณ cholesterol ในเลือดจะลดลง แต่มีข้อแนะนำว่าไม่ควร รับประทานโสมติดต่อกันเกิน 1 เดือน จึงไม่สมควรใช้
8. ฤทธิ์ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือด
9. ฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โสมสามารถป้องกันการเกิดพิษต่อตับอันเกิดจาก คลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์ และแอลกอฮอล์ได้
10. ชะลอความแก่ สารสกัดจากโสมมีฤทธิ์เป็น antioxidant ต้านการเกิด free radicals ซึ่งเป็น สาเหตุให้เซลล์แก่เร็ว
โดยปกติโสมเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้มีการนำไปใช้รักษาโรคชนิดหนึ่งชนิดใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่จะมี ผลกว้าง เพื่อเสริมสร้างความต้านทานของร่างกายต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไปต้านทาน การเกิดโรค เช่น บำรุงร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการนอนไม่หลับ เครียด เหนื่อยล้า หรือเพิ่มความ ต้านทานในโรคมะเร็ง แต่ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็ง ให้หายได้
โสมชนิดอื่นๆซึ่งอยู่ในวงศ์ Araliaceae เช่นเดียวกับโสมเกาหลี แต่ออกฤทธิ์ ไม่เหมือนกัน

โสมชานสี โสมจีน (Sanchi Ginseng) เป็นรากของ Panax notoginseng Burk. (P.wangianus Sun.) เป็นโสมที่ปลูก ในประเทศจีน มณฑลยูนนานและกวางสี และบางส่วนของเวียดนาม ในตำรายาจีนใช้ห้ามเลือด ฟกช้ำ บวม

โสมญี่ปุ่น (Japanese Chitkusetsu Ginseng) เป็นรากของ P. pseudoginseng Wall.subsp. japonicus Hara (P.japonicus C.A.Meyer) ในญี่ปุ่นใช้แทนโสมเกาหลี แต่ฤทธิ์อ่อนกว่า แก้ปวดท้อง เกร็ง

โสมฮิมาลายัน ได้จาก P.pseudoginseng subsp. himalacus Hara ขึ้นทั่วไปในเนปาล และ มณฑลฮิมาลายันตะวันออก

โสมไซบีเรีย (Siberian Ginseng) ได้จากรากของ Eleutherococcus senticosus Maxim (Acanthopanax sentocosus Harms.)
ส่วนที่เรียกว่าโสมที่มีปลูกในประเทศไทยเป็นพืชวงศ์อื่นที่ไม่ใช่วงศ์ Araliaceae ไม่มีสารสำคัญหรือ ประโยชน์ใดๆ เหมือนกับโสมเกาหลีเลย เป็นเพียงพืชผักที่ใช้เป็นอาหาร บางชนิดอาจมีรากรูปร่างคล้าย รากโสมเกาหลีเท่านั้น มีดังนี้
โสม โสมคน : Talinum paniculatum Gaertn. (T.patens Willd.) วงศ์ Portulacaceae
โสมเกาหลี โสมคน โสมจีน : Talinum triangulare Willd.วงศ์ Portulacaceae

วันอาทิตย์, กันยายน ๑๐, ๒๕๔๙

แคลเซียม นั้น สำคัญฉะนี้

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างและรักษาความแข็งแกร่งของกระดูกในคนเรา รวมไปถึงสร้างความแข็งแรงของฟันและกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดีด้วย

คงมีหลายคนสงสัยว่าจะเริ่มรับประทานแคลเซียมให้มากในช่วงวัยใดจึงจะดี จากข้อมูลพบว่า การรับแคลเซียมตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญมาก ในการสร้างกระดูกในช่วงถัดไปของชีวิต และยังป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกต่างหาก

มวลกระดูกของคนเรานั้นจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 30 หรือ 35 ปี สำหรับอาหารที่มีแคลเซียมอยู่มากนั้นจะอยู่ในอาหารประเภทนม ชีส โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมจะเป็นตัวช่วยสร้างมวลกระดูกขึ้นมา นอกจากนี้ในอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดอัลมอนด์ และผลไม้ ก็มีแคลเซียมอยู่ไม่น้อย

เนื่องจากเซลล์ในกระดูกจะถูกทำลายอยู่เสมอและมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการแคลเซียมเพื่อมาใช้ในกระบวนการนี้ ถ้าหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กระดูกอ่อนแอได้

แล้วจะรับประทานแคลเซียมในปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ ต่อคำถามนี้ก็ต้องยกคำแนะนำจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ ที่บอกไว้ว่าควรรับแคลเซียมให้ได้ เฉลี่ยประมาณวันละ 550 มิลลิกรัม แต่ปริมาณที่ว่านั้นก็ยังขึ้นอยู่กับอายุที่ต่างกันไปด้วย ถ้าอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรจะให้ได้ปริมาณวันละ 1,200 มิลลิกรัม

เพราะฉะนั้น ก่อนรับประทานอาหารวันนี้ ก็อย่าลืมว่าได้กินอาหาร ที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมไปด้วยหรือยัง.

สมัครกิฟฟารีน เพื่อโอกาศที่ดีของชีวิต

เป็นเรื่องราวของผู้ชายสองคนที่เกิดในวันเดียวกัน ในโรงพยาบาลแห่งเดียวกัน เรียกได้ว่าตอนเกิดพวกเขาไม่มีอะไรแตกต่างกันแม้แต่อย่างเดียว

แต่ความแตกต่างของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นในตอนออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่มารับพวกเขาฐานะแตกต่างกันมาก คนหนึ่งพ่อแม่มีฐานะดีเป็นเจ้าของกิจการ ขับรถเบนซ์มารับลูก ขณะที่อีกคนหนึ่งแม่ขายขนมครก อาศัยรถสามล้อที่พ่อยึดเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ ขับมารับลูกออกจากโรงพยาบาล ด้วยเหตนี้ชะตาชีวิตของเด็กน้อยทั้งสองคนจึงต่างกัน


เด็กน้อยทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกันเพราะบ้านอาศัยใกล้กัน หากแต่มีถนนมาตัดแบ่งความเป็นอยู่ให้ห่างไกลกันลิบลับ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งยังต้องช่วยแม่แคะขนมครกหาเงินยังชีพ ก่อนจะได้ไปโรงเรียน แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้นั้งรถเก๋งไปโรงเรียนสบายๆในทุกๆวัน


เมื่อโตขึ้นมา ทั้งคู่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในวันรับปริญญาพ่อแม่ของทั้งคู่ต่างเข้ามาแสดงความยินดี แต่นอกเหนือจากรอยยิ้มและความปลื้มปิติของแม่ที่มีให้แล้ว พ่อแม่ที่มีฐานะดีกว่า ยังมีของขวัญพิเศษราคาแพงมาแสดงความยินดีให้กับลูกชายคนเก่งของพวกเค้าอีกด้วย แต่พระเอกในเรื่องคงมีเพียงรอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นกำลังใจให้เขามาโดยตลอด

และวันฟ้าใสหลังฝนตกก็มาถึง เมื่อพระเอกในเรื่องของเราได้พบกับเพื่อนคนเดิมในวันฝนตกเด็กหนุ่มคนที่ฐานะดีกว่า ขณะยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายเขาเจอเพื่อนเก่าขับรถคันใหม่ที่เพิ่งได้รับมาโฉบผ่านหน้า เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มแย้มทักทายพระเอกของเราจากในรถแล้วจากไป

พระเอกหนุ่มที่ยังยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์คิดกับตัวเองว่าแม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้รับจะแตกต่างกับเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมๆกันกับเขา แต่ถึงวันนี้เขารู้แล้วว่า อดีตที่ผ่านมาเลือกและเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ แต่วันนี้เขาสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้ ถ้ายอมรับคำว่า "โอกาส"

สนใจสมัครเป็นสมาชิก "ทำธุรกิจกิฟฟารีน" สอบถามเพิ่มเติมที่
0-9135-0302
0-5904-2600
0-2912-0302

ส่งเมล์

กฏของการทำ กิฟฟารีน

1. พึงยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
“ จงปฎิบัติต่อผู้อื่น ดังเช่นที่คุณปรารถนาจะให้ผู้อื่นปฎิบัติต่อคุณ ” สิ่งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกสกายไลน์ทุกคนที่ต้องยึดมั่นและปฎิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งการกระทำและจิตใจ การฝ่าฝืนกฎระเบียบจะนำมาสู่การเพิกถอนสถานภาพกรเป็นสมาชิก
2. อย่าชักชวนผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนสมัครเป็นสมาชิก
ผู้สมัคร จะต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ เพราะจะต้องมีความรับผิดชอบในหลาย ๆ ด้าน เช่น การทำ
นิติกรรม การบริหารองค์กร การปฎิบัติตามระเบียบปฎิบัติและความรับผิดชอบด้านการเงิน
- กรณีของสามีภรรยา ให้สมัครร่วมกัน โดยใช้รหัสสมาชิกเดียวกัน
- ผุ้สมัคร ต้องไม่มีชื่อในทะเบียนสมาชิกของบริษัทฯ มาก่อน

3. อย่าพูดเกินจริงถึงรายได้ที่จะได้รับจากธุรกิจสกายไลน์
จงแสดงแผนการขยายงานและแผนการตลาดของสกายไลน์อย่างชัดเจนและถูกต้อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจสกายไลน์ คือ โอกาสในการเสริมสร้างผลงานที่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายซที่นำมาซึ่งรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งต้องอาสัยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การทำงานด้วยความมานะพยายามและความตั้งใจจริง
4. อย่าขายตัดราคา
จงขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าตามราคาที่บริษัทฯ กำหนดไว้ในแคตตาล็อกอย่างเคร่งครัด การขายตัดราคานั้น จะลดผล