วันพฤหัสบดี, ตุลาคม ๐๕, ๒๕๔๙
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ
วัยสูงอายุ เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ สภาพร่างกายจะเห็นได้ว่าเสื่อมลงตามอายุขัย สภาพจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงง่าย ขี้หงุดหงิด มีความวิตกกังวล เนื่องจากการเจ็บป่วย หรือจากการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยปกติร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี และถูกสุขลักษณะตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุได้
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
ในผู้สูงอายุมักจะพบว่ามีความเสื่อมทางด้านระบบทางเดินอาหาร เนื่องมาจากปริมาณฟันที่มีน้อยลง ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาน้อย ไม่พอเพียงที่จะช่วยคลุกเคล้าอาหาร ประสาทกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืนก็จะทำงานน้อยลง ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก นอกจากนี้ปริมาณน้ำย่อยต่าง ๆ ก็ลดลง ทำให้อาหารย่อยได้ไม่ดี มีอาการท้องอืด ตับและตับอ่อนเสื่อม นอกจานี้ระบบขับถ่ายอุจจาระในผู้สูงอายุมักจะเป็นไปตามปกติ เกิดท้องผูกได้ง่าย เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อยลง และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
อารมณ์และจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ อาจเกิดมาจากมีเวลาว่างมากเกินไป เพราะเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว จึงรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าลง ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเริ่มมีน้อยลง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว และเศร้าซึม นอกจากนั้นยังอาจเป็นผลมาจากความเจ็บป่วย และการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุมีอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย ขี้หงุดหงิด ใจน้อย โกรธง่าย เป็นต้น
ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ
จากความเสื่อมทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงการดูแลสุขภาพที่อาจไม่เหมาะสม ทำให้ผู้สูงอายุมักเกิดปัญหาทางสุขภาพ หลาย ๆ โรคพร้อมกัน โรคที่มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย และจากปัญหาทางจิตใจ ได้แก่
1. โรคอ้วน
2. โรคเบาหวาน
3. โรคหัวใจขาดเลือด
4. โรคความดันโลหิตสูง
5. โรคไขมันในเลือดสูง
6. โรคข้อเสื่อม
7. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก
8. โรคทางประสาทตา เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก
9. โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์
10. อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ
โรคอ้วน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โรคนี้มักนำมาซึ่งโรคอื่น ๆ หรืออาจเกิดขึ้นพร้อมกับโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค อย่างไรก็ตามปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการดำรงชีวิต เช่น สภาพทางเศรษฐกิจด้วยลง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมน้อยลงก็ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์เศร้าซึม หรือแม้กระทั่งปัญหาการเบื่ออาหาร เนื่องจากรับรู้รสอาหารด้อยลง การเลือกรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงประเภทที่หลากหลาย และความครบถ้วนของสารอาหารที่ควรได้รับ หรือไม่ควรได้รับมากน้อยเกินไป
ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ
ลักษณะการขาดสารอาหารที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ คือ น้ำหนักตัวน้อยอันเนื่องมาจากการเสื่อมถอยของระบบทางเดินอาหาร และย่อยอาหาร และการขาดวิตามินแร่ธาตุ ผู้สูงอายุมีโอกาสขาดวิตามิน และแร่ธาตุสูง ถ้าการบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วนตามที่ร่ายกายต้องการ การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดนั้นยังเกี่ยวพันกับการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพไม่ดีพออีกด้วย ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะขาดวิตามินแทบทุกชนิด ที่พบบ่อยคือการขาดวิตามินซี มักพบในรายที่รับประทานผักและผลไม้น้อย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องมาจากการขาดธาตุเหล็ก และอีกโรคหนึ่งที่สำคัญที่มักพบโดยทั่วไปก็คือ โรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากการขาดแคลเซียม และมีภาวะการขาดโปรตีน วิตามินดี และวิตามินซี ร่วมด้วย
ดังนั้นการดูแลโภชนาการผู้สูงอายุที่ควรได้รับนั้นจึงมีความสำคัญ และต้องมีความครบถ้วนอย่างพอดีต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อป้องกันทั้งปัญหาโรคอ้วน และปัญหาทุพโภชนาการที่อาจเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ยังควรดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของผู้สูงอายุให้แข็งแรงแจ่มใสด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพอเหมาะกับวัย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นดูแลรักษาร่างกายเป็นประจำ พบปะสังครรค์กับครอบครัว และผู้ใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ หากิจกรรมยามว่างทำเพิ่มเติม
วันพฤหัสบดี, กันยายน ๑๔, ๒๕๔๙
โสม
โสมเกาหลี โสมคน Panax ginseng C.A. Mayer
โสมอเมริกัน Panax quinquefolium L.
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของโสมมาจาก pan หมายถึงทั้งหมด ax หมายถึงการรักษา
gin หมายถึงคน และ seng หมายถึงเครื่องหอม
Ginseng เป็นภาษาจีน แปลว่า man-root หมายถึง รากไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน เพราะรากจะอวบ มองดูคล้ายมีหัว แขน และขา จึงเรียกว่า "โสมคน" (man-root) โสมมีอายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในเกาหลี จีน โซเวียต ญี่ปุ่น อเมริกา และคานาดา เป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องการภูมิอากาศเฉพาะ ลักษณะโดยทั่วไปของ โสมเป็นพืชโตช้า ถ้าเพาะจากเมล็ดต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปี จึงจะใช้ได้ ในปีแรกต้น จะสูงเพียง 1 ฟุต มีใบ 1 ใบ เป็นใบประกอบมี 3-5 ใบย่อย จากนั้นจะมีใบเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ปีที่ 3 จะเริ่มออกดอก มีก้านดอกยาวชู ออกมาจากยอด ดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม สีม่วง ออกประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ผลกลมสีเขียว เมื่อสุก จะเป็นสีแดง เมื่ออายุ 4-5 ปี ต้นจะสูงประมาณ 2 ฟุต รากโสมที่นำมาใช้เป็นยาต้องมีอายุ 3-7 ปี จะเก็บ รากโสมราวเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะออกดอกจะเป็น ช่วงที่มีสารสำคัญมากสุด
โสมเกาหลี มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนเหนือ และเกาหลี แต่ปัจจุบันปลูกได้ทั้ง จีน เกาหลี รัสเซีย และญี่ปุ่น เป็นไม้ล้มลุก ขนาด 60-80 ซม. ใบเป็นใบประกอบมี 3 ใบย่อย ใบจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ ดอกสีขาวออกเป็นช่อ ผลขนาดเล็ก เมื่อสุกจะเป็นสีแดง รากจะอวบแตกเป็นแขนง 2 อัน คล้ายขาคน ดูทั้งรากคล้ายคนจึงเรียก "โสมคน" รากแก่ ยาว 8-20 ซม.
โสมเกาหลีปลูกยาก ต้องปลูกในที่ที่ไม่เคยปลูกโสมมาก่อนในช่วงเวลา 10-15 ปี ต้องมีแสงไม่มาก และต้องเอาใจใส่ดูแล อย่างดี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดจากต้นแก่ มีอายุ 4 ปีขึ้นไป และต้องนำเมล็ดมา ปลูกทันที หากทิ้งให้แห้งจะไม่ขึ้น ถ้านำเมล็ดมาฝัง ในที่ชื้นทันที จะงอกใน 8 เดือน แต่ถ้าทิ้งเมล็ดไว้ 4 เดือนจึงนำมาปลูก ในที่ชื้นจะใช้เวลา 19 เดือนจึงจะงอก โสมชอบดินเหนียว pH ประมาณ 5.5-6.0 อุณหภูมิ 0-15 องศา ไม่ชอบแดด จึงต้องทำร่มบังให้ ภูมิอากาศในประเทศไทยไม่เหมาะสำหรับโสม จึงยังไม่สามารถปลูกโสมได้
โสมที่ใช้ทางยาต้องมีอายุ 5-6 ปี จะเก็บผลสุกและเมล็ดแล้วจึงเก็บราก
โสมเกาหลีมี 2 ชนิด ขึ้นกับกรรมวิธีในการทำให้แห้ง
โสมขาว (White Ginseng) นำรากโสมที่ล้างสะอาดมาตากแดดหรืออบให้แห้งทันที
โสมแดง (Red Ginseng) นำรากโสมที่คัดเอาเฉพาะที่ดีๆมาล้างให้สะอาด แล้วอบด้วยไอน้ำ 120-130 ํc. เป็นเวลา 2-4 ชั่วโมง จนเป็นสีน้ำตาลแดง แล้วจึงนำไปอบให้แห้ง จะเป็นสีน้ำตาลแดง (ใส) และจะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิด ราคาแพงกว่าโสมขาว
โสมอเมริกัน เป็นพืชที่มีถิ่นกำหนิดในสหรัฐอเมริกา ต้นสูงประมาณ 30 ซม. ใบประกอบมีใบย่อย 5 ใบ ดอกสีขาวเหลืองเป็นช่อผลสุกแดง รากแก่ยาว 5-10 ซม. แตกเป็นหลายแขนงคล้ายซ่อม มีรอยย่นตามขวาง ขยายพันธุ์โดยเมล็ด นำไปฝังทรายที่ชื้น ลึก 1.25 ซม. ในที่เย็น เป็นเวลา 18 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงได้ ชอบดินร่วน การระบายน้ำดี เก็บรากเมื่ออายุ 5-7 ปี ตากให้แห้งในที่ร่ม และใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ หรือ อบในตู้อบที่มีอากาศถ่ายเทได้ให้ความร้อน 60-80 ํF 2-3 วัน แล้วเพิ่มเป็น 90 ํF
ในตำรายาจีนกล่าวถึงสรรพคุณของโสมว่า เป็นยาบำรุงกำลัง ยากระตุ้น ยาเร่งกำหนัด รักษาอาการ ทางประสาท อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาหารไม่ย่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ โรคหอบหืด โรคความจำเสื่อม ปวดศีรษะ ชัก และมะเร็ง และเชื่อกันว่าโสม เพิ่มความต้านทานต่อโรค ทำให้ฟื้นไข้เร็ว
มีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนต่อครั้ง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
สารประกอบเคมีที่สำคัญในโสม
เป็นสารกลุ่ม Triterpenoid saponins มีอย่างน้อย 12 ชนิด เรียกว่า จินเซ็นโนไซด์ (Ginsenosides) หรือพาแนกโซไซด์ (panaxosides)
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการนำไปใช้รักษาโรค
1. ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง
ปริมาณน้อย ๆ จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า สมอง ปลอดโปร่ง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน แต่ถ้าให้ปริมาณมากๆจะกดประสาททำให้ซึม
2. ฤทธิ์ต่อความดันโลหิต
โสมเกาหลีทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (มี ginsenoside Rg1 )
โสมอเมริกันทำให้ความดันโลหิตลดลง (มี ginsenoside Rb1)
3. ลดน้ำตาลในเลือด โดยรับประทานโสมวันละ 2.7 กรัม 3 เดือน น้ำตาลในเลือดจะลดลง
4. เพิ่มความต้านทานต่ออิทธิพลภายนอกที่เข้ามากระทบ เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า โรคภัยไข้เจ็บ (เช่น มะเร็ง) สารที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวเพิ่มความต้านทานโรคได้นี้ เรียกว่า "Adaptogenic Agent"
5. รักษาและป้องกันโรคผนังเส้นเลือดแดงใหญ่หนาและแข็ง (atherosclerosis) โดยไปช่วยทำให้ cholesterol เกาะผนังหลอดเลือด ได้น้อยลง
6. เป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้กล้ามเนื้อมีความสามารถดีขึ้น ใช้กับพวกนักกีฬาประเภทต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง
7. ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีการทดลองทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าคนที่รับประทานรากโสม ขนาดวันละ 2.5 กรัมเป็นเวลา 3-4 เดือน ปริมาณ cholesterol ในเลือดจะลดลง แต่มีข้อแนะนำว่าไม่ควร รับประทานโสมติดต่อกันเกิน 1 เดือน จึงไม่สมควรใช้
8. ฤทธิ์ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือด
9. ฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โสมสามารถป้องกันการเกิดพิษต่อตับอันเกิดจาก คลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์ และแอลกอฮอล์ได้
10. ชะลอความแก่ สารสกัดจากโสมมีฤทธิ์เป็น antioxidant ต้านการเกิด free radicals ซึ่งเป็น สาเหตุให้เซลล์แก่เร็ว
โดยปกติโสมเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้มีการนำไปใช้รักษาโรคชนิดหนึ่งชนิดใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่จะมี ผลกว้าง เพื่อเสริมสร้างความต้านทานของร่างกายต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไปต้านทาน การเกิดโรค เช่น บำรุงร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการนอนไม่หลับ เครียด เหนื่อยล้า หรือเพิ่มความ ต้านทานในโรคมะเร็ง แต่ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็ง ให้หายได้
โสมชนิดอื่นๆซึ่งอยู่ในวงศ์ Araliaceae เช่นเดียวกับโสมเกาหลี แต่ออกฤทธิ์ ไม่เหมือนกัน
โสมชานสี โสมจีน (Sanchi Ginseng) เป็นรากของ Panax notoginseng Burk. (P.wangianus Sun.) เป็นโสมที่ปลูก ในประเทศจีน มณฑลยูนนานและกวางสี และบางส่วนของเวียดนาม ในตำรายาจีนใช้ห้ามเลือด ฟกช้ำ บวม
โสมญี่ปุ่น (Japanese Chitkusetsu Ginseng) เป็นรากของ P. pseudoginseng Wall.subsp. japonicus Hara (P.japonicus C.A.Meyer) ในญี่ปุ่นใช้แทนโสมเกาหลี แต่ฤทธิ์อ่อนกว่า แก้ปวดท้อง เกร็ง
โสมฮิมาลายัน ได้จาก P.pseudoginseng subsp. himalacus Hara ขึ้นทั่วไปในเนปาล และ มณฑลฮิมาลายันตะวันออก
โสมไซบีเรีย (Siberian Ginseng) ได้จากรากของ Eleutherococcus senticosus Maxim (Acanthopanax sentocosus Harms.)
ส่วนที่เรียกว่าโสมที่มีปลูกในประเทศไทยเป็นพืชวงศ์อื่นที่ไม่ใช่วงศ์ Araliaceae ไม่มีสารสำคัญหรือ ประโยชน์ใดๆ เหมือนกับโสมเกาหลีเลย เป็นเพียงพืชผักที่ใช้เป็นอาหาร บางชนิดอาจมีรากรูปร่างคล้าย รากโสมเกาหลีเท่านั้น มีดังนี้
โสม โสมคน : Talinum paniculatum Gaertn. (T.patens Willd.) วงศ์ Portulacaceae
โสมเกาหลี โสมคน โสมจีน : Talinum triangulare Willd.วงศ์ Portulacaceae
วันอาทิตย์, กันยายน ๑๐, ๒๕๔๙
แคลเซียม นั้น สำคัญฉะนี้
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างและรักษาความแข็งแกร่งของกระดูกในคนเรา รวมไปถึงสร้างความแข็งแรงของฟันและกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดีด้วย
คงมีหลายคนสงสัยว่าจะเริ่มรับประทานแคลเซียมให้มากในช่วงวัยใดจึงจะดี จากข้อมูลพบว่า การรับแคลเซียมตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญมาก ในการสร้างกระดูกในช่วงถัดไปของชีวิต และยังป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกต่างหาก
มวลกระดูกของคนเรานั้นจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 30 หรือ 35 ปี สำหรับอาหารที่มีแคลเซียมอยู่มากนั้นจะอยู่ในอาหารประเภทนม ชีส โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมจะเป็นตัวช่วยสร้างมวลกระดูกขึ้นมา นอกจากนี้ในอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดอัลมอนด์ และผลไม้ ก็มีแคลเซียมอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากเซลล์ในกระดูกจะถูกทำลายอยู่เสมอและมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการแคลเซียมเพื่อมาใช้ในกระบวนการนี้ ถ้าหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กระดูกอ่อนแอได้
แล้วจะรับประทานแคลเซียมในปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ ต่อคำถามนี้ก็ต้องยกคำแนะนำจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ ที่บอกไว้ว่าควรรับแคลเซียมให้ได้ เฉลี่ยประมาณวันละ 550 มิลลิกรัม แต่ปริมาณที่ว่านั้นก็ยังขึ้นอยู่กับอายุที่ต่างกันไปด้วย ถ้าอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรจะให้ได้ปริมาณวันละ 1,200 มิลลิกรัม
เพราะฉะนั้น ก่อนรับประทานอาหารวันนี้ ก็อย่าลืมว่าได้กินอาหาร ที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมไปด้วยหรือยัง.
สมัครกิฟฟารีน เพื่อโอกาศที่ดีของชีวิต
แต่ความแตกต่างของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นในตอนออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่มารับพวกเขาฐานะแตกต่างกันมาก คนหนึ่งพ่อแม่มีฐานะดีเป็นเจ้าของกิจการ ขับรถเบนซ์มารับลูก ขณะที่อีกคนหนึ่งแม่ขายขนมครก อาศัยรถสามล้อที่พ่อยึดเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ ขับมารับลูกออกจากโรงพยาบาล ด้วยเหตนี้ชะตาชีวิตของเด็กน้อยทั้งสองคนจึงต่างกัน
เด็กน้อยทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกันเพราะบ้านอาศัยใกล้กัน หากแต่มีถนนมาตัดแบ่งความเป็นอยู่ให้ห่างไกลกันลิบลับ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งยังต้องช่วยแม่แคะขนมครกหาเงินยังชีพ ก่อนจะได้ไปโรงเรียน แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้นั้งรถเก๋งไปโรงเรียนสบายๆในทุกๆวัน
เมื่อโตขึ้นมา ทั้งคู่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในวันรับปริญญาพ่อแม่ของทั้งคู่ต่างเข้ามาแสดงความยินดี แต่นอกเหนือจากรอยยิ้มและความปลื้มปิติของแม่ที่มีให้แล้ว พ่อแม่ที่มีฐานะดีกว่า ยังมีของขวัญพิเศษราคาแพงมาแสดงความยินดีให้กับลูกชายคนเก่งของพวกเค้าอีกด้วย แต่พระเอกในเรื่องคงมีเพียงรอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นกำลังใจให้เขามาโดยตลอด
และวันฟ้าใสหลังฝนตกก็มาถึง เมื่อพระเอกในเรื่องของเราได้พบกับเพื่อนคนเดิมในวันฝนตกเด็กหนุ่มคนที่ฐานะดีกว่า ขณะยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายเขาเจอเพื่อนเก่าขับรถคันใหม่ที่เพิ่งได้รับมาโฉบผ่านหน้า เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มแย้มทักทายพระเอกของเราจากในรถแล้วจากไป
พระเอกหนุ่มที่ยังยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์คิดกับตัวเองว่าแม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้รับจะแตกต่างกับเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมๆกันกับเขา แต่ถึงวันนี้เขารู้แล้วว่า อดีตที่ผ่านมาเลือกและเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ แต่วันนี้เขาสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้ ถ้ายอมรับคำว่า "โอกาส"
สนใจสมัครเป็นสมาชิก "ทำธุรกิจกิฟฟารีน" สอบถามเพิ่มเติมที่
0-9135-0302
0-5904-2600
0-2912-0302
กฏของการทำ กิฟฟารีน
“ จงปฎิบัติต่อผู้อื่น ดังเช่นที่คุณปรารถนาจะให้ผู้อื่นปฎิบัติต่อคุณ ” สิ่งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกสกายไลน์ทุกคนที่ต้องยึดมั่นและปฎิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งการกระทำและจิตใจ การฝ่าฝืนกฎระเบียบจะนำมาสู่การเพิกถอนสถานภาพกรเป็นสมาชิก
2. อย่าชักชวนผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนสมัครเป็นสมาชิก
ผู้สมัคร จะต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ เพราะจะต้องมีความรับผิดชอบในหลาย ๆ ด้าน เช่น การทำ
นิติกรรม การบริหารองค์กร การปฎิบัติตามระเบียบปฎิบัติและความรับผิดชอบด้านการเงิน
- กรณีของสามีภรรยา ให้สมัครร่วมกัน โดยใช้รหัสสมาชิกเดียวกัน
- ผุ้สมัคร ต้องไม่มีชื่อในทะเบียนสมาชิกของบริษัทฯ มาก่อน
3. อย่าพูดเกินจริงถึงรายได้ที่จะได้รับจากธุรกิจสกายไลน์
จงแสดงแผนการขยายงานและแผนการตลาดของสกายไลน์อย่างชัดเจนและถูกต้อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจสกายไลน์ คือ โอกาสในการเสริมสร้างผลงานที่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายซที่นำมาซึ่งรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งต้องอาสัยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การทำงานด้วยความมานะพยายามและความตั้งใจจริง
4. อย่าขายตัดราคา
จงขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าตามราคาที่บริษัทฯ กำหนดไว้ในแคตตาล็อกอย่างเคร่งครัด การขายตัดราคานั้น จะลดผล
วันอาทิตย์, สิงหาคม ๒๗, ๒๕๔๙
ความดันโลหิตสูง
| ผลวิจัยระบุคนไทยเป็น “โรคความดันโลหิตสูง” มากขึ้น กว่า 71% สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง ตีบ แตก ตัน โรคไตวายเร็วขึ้น ชี้ไม่เคยตรวจคัดกรอง ความดันโลหิต และขาดความรู้ ความเข้าใจในการควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ น่าวิตกช่วงอายุที่เกิดโรคลดลงต่ำเรื่อยๆ อนาคตคาดอายุแค่ 40 ปี ไม่แก้พฤติกรรมกินอยู่ โรคร้ายรุมเร้า | ||||
พญ.ฉายศรี สุพรศิลป์ชัย ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สถานการณ์การเกิดโรคของคนไทยในปัจจุบัน มีภาระเป็นโรคไม่ติดต่อมากขึ้น เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคไตวาย เป็นต้น โดยโรคเหล่านี้มักเกิดจากไม่รู้จักพฤติกรรมเสี่ยงและมีพฤติกรรมการกิน การอยู่ที่ละเลยเรื่องสุขภาพ พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกสะสมไว้จนในที่สุดโรคร้ายก็จะระเบิดออกมา ที่ผ่านมาเราจึงพบผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อส่วนใหญ่ในคนวัยทำงานตอนปลายและเกษียณอายุ แต่ในอนาคตอายุของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อจะลดลง จากที่เคยพบในช่วงอายุ 50-60 ขึ้นไป จะลดลงเป็น 40 ปี หรืออาจต่ำกว่านั้น เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น คือ ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่มักไม่ได้รับความสนใจในการควบคุม แต่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เหล่านี้และทำให้เกิดในเวลาที่เร็วขึ้นด้วย พญ.ฉายศรี กล่าวอีกว่า โรคภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้น นับเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวไม่ต่างจากบุหรี่ เนื่องจากเป็นภาวะเสี่ยงและโรคที่ไม่แสดงอาการแต่จะเป็นปัจจัยเสียงให้เกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน โรคหัวใจขาดเลือด โรคไตวาย โรคหัวใจล้มเหลวเป็นต้น ในอดีตโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยพบในคนไทย คิดเป็น 5% ของประชากรทั้งหมด ในปี 2532 แต่การสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทย ในปี 2546-2547 พบมีประชากรเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 22.1% และเริ่มพบในวัยรุ่น วันทำงานตอนต้นเพิ่มมากขึ้น สาเหตุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เกิดจากพฤติกรรมการกินของคนไทยที่เปลี่ยนไป โดยมักกินอาหารที่มีรสเค็มขึ้น ขณะที่มีส่วนประกอบของผัก ผลไม้น้อย และพฤติกรรมการอยู่ แบบนั่งๆ นอนๆ ไม่ออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่เพิ่มขึ้น และมีความเครียดเรื้อรัง ประกอบกับการหาความเสี่ยงเข้าตัว บริโภคแอลกอฮอล์ปริมาณสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมของคนเมืองทั้งสิ้น | ||||
นพ.เกษม เวชสุทธานนท์ ผู้ดูแลแผนงานการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัย เผยว่า ในการสำรวจครั้งนี้ นอกจากพบว่า ประชาชนไทยจะมีภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ กว่า71.4% ไม่เคยรับการตรวจวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง จึงทำให้ไม่ได้รับการรักษา และไม่ได้รับข้อมูลคำแนะนำเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงที่ถูกต้อง ทำให้ขาดโอกาสในการป้องกัน และทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อต่างๆ มากขึ้น | ||||
พญ.ฉายศรี กล่าวเสริมว่า จากสถิติการสำรวจชี้ว่าคนเมืองส่วนใหญ่มักมีความดันโลหิตสูง ยิ่งไปกว่านั้นคนชนบทที่ย้ายเข้าสู่เมืองจะมีโอกาสที่ความดันจะเพิ่มสูงขึ้นภายใน 2 ปี แสดงให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อมในเองมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการเกิดโรค เพราะตัวที่กำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของเรา ดังนั้นสิ่งสำคัญที่อยากฝากให้คนเมืองปฏิบัติ คือ การจัดการเวลา เพื่อให้ลดความเร่งรีบ และลดความเครียดของตัวเอง และต้องปฏิบัติตามหลักควบคุมความดัน ลดเค็ม เพิ่มผัก ลดแอลกอฮอล์ คุมน้ำหนัก จำกัดความเครียด รู้ความดันของตัวเอง |
วันพุธ, สิงหาคม ๒๓, ๒๕๔๙
ประโยชน์ น้ำมันปลา
คุณกำลังมีอาการเหล่านี้ใช่หรือไม่?!...เหนื่อย, เมื่อยล้า, เครียด, ซึมเศร้า, ภูมิแพ้, ภูมิคุ้มกันต่ำ, เป็นหวัดบ่อย, จมูกตัน, ผื่นขึ้นผิวหนัง, ผิวหนังอักเสบ...ลองมา ค้นหาสาเหตุและวิธีแก้ไขจากการบรรยายเรื่องกรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลา ซึ่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ร่วมกับบริษัทบีอีซีเทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทมินามิ นูทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้นที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี เมื่อเร็วๆนี้
ดร.อเล็กซ์ ริชาร์ดสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกล่าวว่า เด็กในโลกตะวันตกถูกเลี้ยงด้วยอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งส่งผลเสียต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ การพัฒนาสมองและอารมณ์ โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับสารอาหารโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ไม่เพียงพอในช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์กับช่วงกินนมแม่ อันเป็นช่วงที่สมองของตัวอ่อนในครรภ์ และของทารกแรกเกิดกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นในเด็ก ส่วนคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เองก็จะถูกลูกในท้องดึงสารอาหารจากเนื้อเยื่อสมองของแม่ ส่วนช่วงคุณแม่ให้ นมลูกก็ต้องส่งกรดไขมันสารโอเมก้า-3 ในร่างกายตัวเองให้ลูก ถ้าหากคุณแม่บริโภคอาหารที่มีสารโอเมก้า-3 ไม่เพียงพอต่อร่างกาย ก็จะทำให้คุณแม่เกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ภ.ญ.นันทวดี พิทยาพิบูลพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและริ้วรอยเผยว่าโอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่ร่างกายคนเราสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ และร่างกายก็ขาดไม่ได้ด้วย!! เหมือนโอเมก้า-6 แต่ทุกวันนี้เรารับประทานอาหารที่มีสารโอเมก้า-6 มากกว่า จนเกิดภาวะเสียสมดุล โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ชอบกินขนมกรุบกรอบที่อุดมไปด้วยสารโอเมก้า-6 ทำให้เด็กเป็นโรคภูมิแพ้, ผิวแห้ง, ทางเดินหายใจอักเสบ, ไอคิวต่ำ, สมาธิสั้น และภายในร่างกายเกิดการแบ่งตัวเซลล์มากกว่าปกติที่อาจเป็นเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าให้บุตรหลานเริ่มรับประทานน้ำมันปลาในปริมาณที่พอเหมาะคือ 500 มก./วัน เท่ากับผู้ใหญ่ก็จะช่วยเพิ่มโอเมก้า-3 ให้ เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ยังพบความมหัศจรรย์ของโอเมก้า-3 อีกมากมาย เช่น ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น, ทำให้ทางเดินอาหารหล่อลื่น ไม่เกิดภาวะท้องผูก, หล่อลื่นทางดวงตาไม่ให้เกิดน้ำตาแห้ง, ลดสภาวะอักเสบของผิวหนัง เช่น สิว, ช่วยลดอาการรุนแรงทางอารมณ์ เช่น ผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน, ช่วยลดความเครียด อันเป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับ และอ้วนบริเวณกลางลำตัว... คลิก น้ำมันปลา
วันพุธ, สิงหาคม ๑๖, ๒๕๔๙
ไขมันในเลือดสูง
| ไขมันในเลือดสูงมีหลายชนิด แต่ที่คนเรามักรู้จักและคุ้นหูคือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ แอล ดี แอล โคเลสเตอรรอล เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล ไขมันชนิดที่ไม่ดี ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ แอลดี แอล โคเลสเตอรอล ส่วนเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล เป็น ไขมันชนิดที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ | ||||
1.ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นชนิดอันตรายเพราะเป็นโคเลสเตอรอลที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง 2.ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL)หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือดต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมันและโคเลสเตอรอล ดังนั้น ถ้าพบว่าโคเลสเตอรอลสูงจะต้องแยกว่าตัวที่สูงเป็นผู้ร้าย (LDL) หรือผู้พิทักษ์ (HDL) ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ถ้าไตรกลีเซอร์ไรด์มีปริมาณสูง ก็จะต้องควบคุมอาหารโดยควบคุมน้ำหนักตัว ลดของหวาน และแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานและช่วยในการทำงานของหัวใจ เมื่อออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ถูกวิธี และสม่ำเสมอแล้ว ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มักจะลดลง และสามารถเพิ่มปริมาณไขมันผู้พิทักษ์ได้ ทั้งนี้ ระดับไขมันในร่างกายที่ปกติมีค่าดังนี้ โคเลสเตอรอล ต่ำกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอร์ไรด์ ต่ำกว่า 200 มก./ดล. และเอช ดี แอช โคเลสเตอรอลสูงกว่า 35 มก./ดล. ไขมันได้จากไหน ทั้งโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นไขมันที่ร่างกายได้มาจาก 2 ทาง คือ จากอาหารที่รับประทาน และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย อาหาร อาหารจากพืชจะไม่มีโคเลสเตอรอล แต่อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์จะมีโคเลสเตอรอลมากน้อยแตกต่างกัน ที่มีมาก ได้แก่ เครื่องในต่าง ๆ ไข่แดง นม เนย เนื้อติดมัน หนังสัตว์ และสัตว์ที่มีกระดอง เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ปู | ||||
การสร้างขึ้นเองในร่างกาย โคเลสเตอรอลที่ร่างกายสร้างขึ้นเองโดยการเผาผลาญอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน และเนื้อสัตว์ อวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างโคเลสเตอรอล คือ ตับ สารอาหารที่จะกระตุ้นการสร้างโคเลสเตอรอล ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิ ส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์มีทั้งที่ได้จากอาหาร และถูกสร้างขึ้นโดยตับเช่นเดียวกัน โดยจะถูกกระตุ้นให้สร้างมากขึ้นโดย แอลกอฮอล์ น้ำตาล และพลังงานที่ได้รับมากเกินไป สาเหตุไขมันในเลือดสูง 1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ 2. โรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ 3. จากยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ 4. การรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ 5. การดื่มสุราเป็นประจำ อันตรายที่เกิดขึ้น 1. โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย 2. อัมพาต แขนขาไม่มีแรงข้างใดข้างหนึ่ง 3. เส้นเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ โดยเฉพาะบริเวณขาทำให้เดินแล้วปวดน่อง ไขมันผู้พิทักษ์ เอช ดี แอล คอเลสเตอรอล เป็นไขมันตัวสำคัญในการป้องกันหลอดเลือดแข็ง ผู้ที่มีระดับ เอช ดี แอลต่ำ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด การทำให้เอช ดี แอลเพิ่มมากขึ้นโดยออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน งดสูบบุหรี่ งดขนมหวาน ข้อควรปฏิบัติ 1. จำกัดอาหาร และเลือกรับประทานให้เหมาะสม โดยลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และ/หรือโคเลสเตอรอล ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ สัตว์ที่มีกระดองแข็ง เช่น หอยนางรม ปู ปลาหมึก น้ำมันมะพร้าว กะทิ เป็นต้น รับประทานกรดไลโนเลอิก เช่น น้ำมันพืช ที่ทำจากข้าวโพดหรือถั่วเหลือง ซึ่งกรดนี้จะช่วยลดการสร้างคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย 2. งดสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดบุหรี่ 3. ออกกำลังกายให้เป็นประจำ 4. ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน 5. กินผัก ธัญพืชให้มากขึ้น |
ขจัด "กระดูกพรุน"
| ล่วงเลยสู่วัยชรา อะไรๆ ที่เคยเต่งตึงกระชับรัดแน่นก็หย่อนยานเคลื่อนคล้อย เคยแข็งแกร่งก็กลับเปราะบางแตกหักง่าย ซ้ำร่างกายที่เคยตระหง่านตั้งตรงก็กลับแพ้พ่ายต่อแรงโน้มถ่วงมากขึ้นทุกวัน ยิ่งอายุยืนยิ่งเสมือนตกเป็นเป้าโจมตีของโรคภัยร้ายแรงต่างๆ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวมากมาย โดยเฉพาะภาวะหลังโกงและตัวเตี้ยลงเมื่อย่างเข้าสู่วัยทองของผู้หญิงที่กลายเป็นภาพคุ้นตาไม่ใช่น้อยในสังคมไทย | |||||
ทั้งๆ ที่โรคกระดูกพรุนในผู้หญิงไทยวัยหมดประจำเดือนหลีกเลี่ยงได้ไม่ยากนัก ดังที่รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าเพียงออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานแคลเซียมควบคู่กับได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสมก็จะห่างไกลโรคร้ายนี้ได้ ทว่าปัจจุบันผู้หญิงไทยกลับเผชิญภาวะกระดูกพรุนเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยพบว่าภายใน 1 ปี ประชากร 100,000 คนจะป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนมากถึง 800 คน และหากเกิดการแตกหักของกระดูกสะโพกจากการกระทบกระแทกแล้ว 1 ใน 5 จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 1 ปี และแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะรักษาจนหายแล้วกลับมาเดินได้ดังปกติ แม้สาเหตุหลักของโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะช่วยยับยั้งการสลายของกระดูก เกิดการสลายกระดูกไปเรื่อยๆ กระทั่งกระดูกพรุนในท้ายที่สุด นำมาสู่ภาวะกระดูกสันหลังทรุดตัวหลังจากสูญเสียแคลเซียมเป็นเวลานาน จนส่งผลให้กระดูกเปราะและแตกหักง่ายแม้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น สะดุดหกล้ม ผู้ป่วยอาจต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดและพิการไปตลอดชีวิต หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตจากการเกิดโรคอื่นๆ แทรกซ้อน นอกจากนั้น ข้อมูลทางการแพทย์ยังระบุว่ากว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในหลายประเทศทั่วโลกได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด สอดคล้องกับสภาวการณ์ในประเทศไทยที่พบว่ากว่าร้อยละ 47 ของผู้หญิงวัยทองหรืออายุ 50 ปีขึ้นไปจะเป็นโรคกระดูกพรุนเนื่องมาจากได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอเช่นกัน ยิ่งในวัย 75 ปีขึ้นไปจะประสบภาวะกระดูกพรุนมากขึ้นถึงร้อยละ 60 “วิตามินดีที่ได้รับจากแสดงแดดลดน้อยลงมากในผู้หญิงปัจจุบันเพราะไลฟ์สไตล์ไม่ค่อยถูกแสงแดดมากดังก่อนอีกแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่เฉพาะในที่ร่มของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานออฟฟิศหรืออาศัยในเมืองที่มักจะกลัวและหลีกเลี่ยงแสงแดด ทั้งการกางร่มเมื่อออกแดด สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดเกินไป หรือกระทั่งทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 8 ขึ้นไป แม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันอันตรายจากการได้รับแสงแดดมากเกินไป แต่ขณะเดียวกันกลับทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ” ศ.นพ.บุญส่งเผย พลางแนะว่าการหันมาออกกำลังกายกลางแจ้งบ้างเพื่อให้ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ เพราะร้อยละ 90 ของวิตามินดีในร่างกายมาจากการสร้างขึ้นของผิวหนังเมื่อทำปฏิกิริยากับรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด B (UVB) หลังจากได้รับแสงแดด | |||||
“แม้คนทั่วไปจะเข้าใจว่าเมื่อได้รับปริมาณแคลเซียมเหมาะสมจากการดื่มนมหรือรับประทานอาหารแล้ว กระดูกจะแข็งแรงและไม่เป็นโรคกระดูกพรุน แต่ความจริงไม่ใช่แค่นั้น เพราะพวกเขาไม่ตระหนักว่าการที่ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมมาใช้ได้ดีนั้นจำเป็นต้องมีวิตามินดีอย่างเพียงพอด้วย แต่ถ้าได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอก็ไม่อาจดูดซึมแคลเซียมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จำเป็นต้องได้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณเหมาะสม” นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2548 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์จากการวิจัยโรคกระดูกพรุนในคนไทยอธิบายว่าจากเดิม 10 ปีที่แล้วการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดไม่น่าห่วงเพราะคนไทยน้อยมากที่ขาดวิตามินดี แต่วันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น แล้ว ด้วยพบว่าคนไทยจำนวนมากมีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอสำหรับร่างกาย นอกจากนั้น ในผู้ที่มีสีผิวเข้มคล้ำมากๆ ก็อาจสร้างวิตามินดีได้ไม่เพียงพอต่อร่างกาย ต่างจากผู้ที่มีผิวขาวที่จะสร้างวิตามินดีได้ดีกว่า สอดคล้องกับการศึกษาในกลุ่มคนผิวขาววัยหนุ่มสาวที่พบว่าเมื่อใส่ชุดกีฬาแขนสั้นขาสั้นออกกำลังกายกลางแจ้งโดยถูกแดดทั้งตัวแค่ 10-15 นาที ร่างกายจะได้รับวิตามินดีมากพอใช้ได้นาน 2-3 สัปดาห์ | |||||
สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้ควรได้รับการตรวจวัดมวลกระดูก โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูกจะได้รับรังสีน้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดด้วยซ้ำ หรืออาจจะตรวจสอบด้วยตนเองคร่าวๆ ด้วยการนำน้ำหนักตัวโดยใช้หน่วยกิโลกรัมลบด้วยอายุ คูณด้วย 0.2 หากผลลัพธ์น้อยกว่า -4 แสดงว่าอยู่ในข่ายโรคกระดูกพรุนแล้ว ทั้งนี้ส่วนมากมักเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป “หากพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว ควรระมัดระวังตัวเองมากขึ้นเพื่อป้องกันการแตกหักของกระดูก โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพกจะแตกหักง่ายแม้กระทบเพียงเล็กน้อย เพราะถึงกระดูกจะพรุนแต่ก็ไม่ก่อปัญหาถ้าไม่แตกหัก ฉะนั้นควรจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อป้องกันการหกล้ม เช่น กระเบื้องในห้องน้ำไม่เป็นชนิดลื่นและมีราวจับมั่นคง รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกทั้งการดื่มสุราและใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์” รองคณบดีฝ่ายวิจัยเผย พลางย้ำว่าการลดโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนระยะยาวนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณเหมาะสมสัมพันธ์กัน |
สธ.แนะพบจักษุแพทย์ตรวจจอประสาทตาก่อนเห็นริบหรี่
นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “ผู้สูงอายุไทย ห่างไกลโรคจอประสาทตา” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันพระราชสมภพ 74 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อค้นหาโรคจอประสาทตาในผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปดูแลและถนอมดวงตาด้วยตนเอง โดยในวันนี้ (11 ส.ค.) ได้ให้บริการตรวจคัดกรองจอประสาทตาผู้สูงอายุด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยฟรี พร้อมแจกแว่นตาให้ผู้สูงอายุ 300 คน
ในปีนี้ทางกระทรวงมีนโยบายให้โรงพยาบาลที่มีจักษุแพทย์ตรวจสายตาให้ผู้สูงอายุทุกปี และปัจจุบันมีผู้สูงอายุทั่วประเทศประมาณ 6 ล้านคน ทั้งนี้ การตรวจสายตาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นกับดวงตา พร้อมกันนี้ ยังสามารถสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ และให้คำแนะนำให้หลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่างๆ ช่วยชะลอหรือยืดความสามารถในการมองเห็นให้อยู่นานๆ
ด้าน นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นการเสื่อมบริเวณจุดรับภาพของศูนย์กลางจอประสาทตา ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำให้มองเห็นภาพชัดที่สุด โรคนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง แม้โรคจะไม่ทำให้ตาบอดสนิท แต่ทำให้ภาพตรงกลางลดความชัดเจนลง ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตลดลง โดยไม่เกิดความเจ็บปวดต่อดวงตา
โรคจอประสาทตาเสื่อมในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การป้องกันและรักษาระยะแรกของโรคจะได้ผลดีมาก สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้จอประสาทตาเสื่อมที่สำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ซึ่งบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาเสื่อมสภาพเร็ว เสี่ยงสายตาเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 2 เท่าตัว รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายแข็งตัวผิดปกติ โดยดวงตาเป็นจุดที่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องเร่งป้องกัน เนื่องจากคนไทยมีสิทธิเป็นโรคได้ก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเกิน 7 ปี หากคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี มีสิทธิที่โรคจะลุกลามขึ้นจอประสาทตา พบได้ร้อยละ 50
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การอยู่กลางแดดจัดและโดนแสงแดดจ้านานๆ ซึ่งในแสงแดดจะมีรังสีอัลตราไวโอเลต จะทำให้เนื้อเยื่อจุดรับภาพเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้น เมื่อต้องออกแดดจ้า จึงแนะนำให้ประชาชนใส่แว่นกันแดดเพื่อป้องกันสายตาเสื่อม การป้องกันไม่ให้เกิดโรคจอประสาทเสื่อม ขอแนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และมีโอกาสรักษาได้ผลดี ในกลุ่มผู้สูงอายุควรมีการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักตัว และรับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา ช่วยให้เนื้อเยื่อประสาทตาเสื่อมช้าลง รวมทั้งการกินผักผลไม้สีต่างๆ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ และอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น แกงส้ม ต้มยำน้ำใส แกงเลียง ผักต้ม จะมีผลดีต่อการไหลเวียนของเลือดในลูกตา จะช่วยชะลอการเกิดโรคได้