วันอังคาร, กุมภาพันธ์ ๒๗, ๒๕๕๐

กวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว ตรากิฟฟารีน (Compound Pueraria Mirifica Capsule)

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เป็นราชินีสมุนไพรไทยโดยแท้ มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี สรรพคุณโดยรวมจะเน้นไปในการทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยทองกลับสดชื่น กลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ กวาวเครือยังสนับสนุนความเป็นผู้หญิงให้สวยงามขึ้น และบำรุงอวัยวะภายในไปในทางที่ส่งเสริมวัยเจริญพันธุ์

ส่วนประกอบสำคัญ : 1 เม็ด มีกวาวเครือขาว 50 มก., ตรีผลา 105 มก.
(ลูกสมอไทย 35 มก., ลูกสมอพิเภก 35 มก. และลูกมะขามป้อม 35 มก.)
สรรพคุณ : บำรุงร่างกายสตรีผู้สูงอายุให้สดชื่นกลับมาเป็นสาว
วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง หลังอาหาร

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ ๐๓, ๒๕๕๐

การดื่มไวน์แดงอาจช่วยชะลอความแก่

นักวิจัยชี้ไวน์แดงช่วยชะลอความแก่
เดลิเมล์ – นักวิจัยสเปนแนะการดื่มไวน์แดงอาจช่วยชะลอความแก่ หลังพบสารเมลาโทนินในผิวองุ่น รวมถึงอาหารอีกหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ข้าว และเชอร์รี่ สามารถปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงแนะนำผู้ที่ต้องการต่อสู้กับการทำร้ายของกาลเวลา ด้วยการเพิ่มสารเมลาโทนินโดยการกินอาหาร เช่น หอมหัวใหญ่ กล้วย ข้าว เชอร์รี่ รวมถึงดื่มไวน์แดงมากขึ้น ตั้งแต่อายุย่างเข้า 30 ปี

เมลาโทนินเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย และเป็นที่นิยมแพร่หลายสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็ตแล็ก หรืออาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานานๆ เนื่องจากร่างกายยังปรับสภาพกับเวลาไม่ได้

นอกจากมีผลต่อนาฬิกาชีวภาพแล้ว งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า เมลาโทนินทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำลายเซลล์

ทั้งนี้ นักวิจัยจากเครือข่ายวิจัยภาวะสูงวัยของสเปนศึกษาจากหนูที่ถูกตัดต่อทางพันธุกรรมและมีปัญหาแก่ก่อนวัย และพบว่าภาวะชราเริ่มปรากฏครั้งแรกเมื่อหนูอายุ 5 เดือน หรือ 30 ปีสำหรับมนุษย์ โดยเกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนและไนโตรเจนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและทำลายเซลล์มากขึ้น

จากนั้น นักวิจัยให้หนูทดลองกินเมลาโทนิน ผลปรากฏว่าสารชนิดนี้สามารถยับยั้งกระบวนการชราได้

การวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ดาริโอ อะกวินา กาสโตรไวโฆ จากมหาวิทยาลัยเกรนาดา สเปน ยังพบว่าการให้หนูกินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 5 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายของหนูเลิกผลิตสารชนิดนี้แล้วนั้น ช่วยชะลอความแก่ได้ บ่งชี้ว่า หากคนเรากินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 30 หรือ 40 ปี อาจชะลอกระบวนการชราได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่แน่ใจว่าเมลาโทนินจะส่งผลอย่างไรต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพราะมีความเป็นไปได้ว่าสารชนิดนี้อาจมีอิทธิพลต่อระบบการเจริญพันธุ์ของสตรี โดยผลวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า เมลาโทนินในระดับที่ผกผันตามฤดูกาล มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการผสมเทียมในหลอดแก้ว

กระนั้น ศาสตราจารย์อะกวินา กาสโตรไวโฆแนะนำไว้ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารหลายฉบับ รวมถึงฟรอนเทียร อิน ไบโอไซนส์ แอนด์ ฟรี เรดิคัล รีเสิร์ช ว่าควรบริโภคเมลาโทนินเพิ่ม ด้วยการกินไวน์แดง ผลไม้ ผัก และซีเรียล เพื่อป้องกันโรคภัยที่มาพร้อมวัยที่ล่วงเลย

อนึ่ง เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ไวน์แดงมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานัปการ เช่น งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า การดื่มไวน์แดงวันละแก้วช่วยปกป้องหัวใจ เนื่องจากในผิวและเมล็ดขององุ่นอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์

นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ไวน์แดงช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด รวมถึงปกป้องโรคเหงือก และช่วยให้หลับง่ายขึ้น

วันอาทิตย์, มกราคม ๑๔, ๒๕๕๐

กินอยู่อย่างไรจึงจะไกลโรคมะเร็ง

จากสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ของคนไทย ยังสูงเป็นอันดับสาม รองจากโรคหัวใจ และอุบัติเหตุติดต่อกันหลายปี และมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน ที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มากกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม เกินกว่าจะรักษาให้หายขาดหรือรักษาได้ กลุ่มนี้ส่วนมากจะเสียชีวิต ภายในหนึ่งปี หลังการวินิจฉัยเกือบทั้งหมดจะเสียชีวิตภายใจห้าปี ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีอาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น เช่น ความปวด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า น้ำหนักลด หายใจลำบาก บวมตามแขนขา มีน้ำในช่องท้อง หรือช่องปอด เป็นต้น

การป้องกันโรคมะเร็งในขั้นแรกคือ การป้องกันปฐมภูมิ โดยการหลีกเลี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งหรือทำให้ร่างกาย มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดโรคมะเร็ง กำจัดสาเหตุของมะเร็ง ที่เกิดจากอาชีพและสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยต่างๆ ที่อาจให้เกิดมะเร็งได้แก่

บุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด มะเร็งปอดและคอ
อาหาร เครื่องดื่ม เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง โดยรวมได้แก่ แอลกอฮอล์ เกลือ อาหารเค็ม เนื้อแดง อาหารปิ้ง ย่าง เผา ไขมันสัตว์ สารกันบูด สารเจือปนในอาหารโรคอ้วน เป็นต้น ถ้าจำแนกโดยละเอียดจะพบ
  • อาหารเค็ม ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะ
  • อาหารไขมันสูง กากน้อยแอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เป็นต้น
เนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
บุหรี่ หมาก แอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปาก
ไวรัสบี อะฟลาท็อกซิน แอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งตับ
การร่วมเพศบ่อยตั้งแต่อายุยังน้อย เปลี่ยนคู่นอนหลายคน เสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
สตรีที่ไม่มีลูกหรือมีลูกคนแรกอายุมาก เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

มะเร็งที่เกิดจากอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับ

สารแอสเบสโตร จะเป็นมะเร็งปอดได้ง่าย ยิ่งสูบบุหรี่ ด้วยยิ่งเสี่ยงสูง นอกจากนั้นอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ของระบบน้ำเหลืองและไขกระดูกได้
สารไวนิลคลอไรด์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมพลาสติกที่ใช้ สารไวนิลคลอไรด์ จะเป็นมะเร็งของตับสมองและปอดได้ง่าย โดยการหายใจ และผ่านเข้าทางผิวหนัง

สารที่พบในสี เช่น
  • เบนซิดีน เสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • อาร์ซีนิค เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง, ปอด
  • เบนซีน เสี่ยงต่อมะเร็งระบบเลือด, น้ำเหลือง

ขี้เลื่อย เสี่ยงต่อมะเร็งทางเดินหายใจ
ยาคุมกำเนิด ถ้าใช้นานๆ จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมได้

เชื้อโรคหลายชนิดจัดได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน ได้แก่

ไวรัสตับอักเสบบี เสี่ยงต่อมะเร็งตับ
Ebtein Barr Virus เสี่ยงต่อมะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
Human Papiloma Virus เสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
ติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดเลือด (Kapoci's Sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Non-hodgekin Lymphoma) มะเร็งปากมดลูก
พยาธิตัวสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทย ได้แก่ พยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งมีชุกชุมในภาคอีสาน แทรกซึมอยู่ในก้อยปลาดิบ เป็นพยาธิที่ทำให้ก่ออัตราเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

ส่วนด้านการโภชนาการ อันมีส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกาย มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดมะเร็ง ท่านวิทยากรได้ให้ความรู้ ในงานอบรมด้านสุขภาพอนามัยสำหรับประชาชนครั้งนี้ไว้ว่า หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารซ้ำซาก เลือกอาหารให้หลากหลายเข้าไว้ ควรรับประทานอาหารจำพวก พืช ผัก ผลไม้ ข้าว หรืออาหารที่มีเส้นใย เป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถป้องกันโรคมะเร็ง บางชนิดได้จากอาหารเหล่านี้ จะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งมีผล การลดอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

กลุ่มของสารอาหารที่ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งด้วยกัน 5 กลุ่มคือ

  1. เบต้า-แคโรทีน พบในผักและผลไม้สีเขียว หรือเหลืองเข้ม ได้แก่ มะม่วง ผักขม แครอท บรอคโคลี่ และมะเขือเทศ
  2. วิตามิน พบในพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ สตรอเบอรี่ แตงโม ส้ม ชะเอม ฯลฯ
  3. ซิลิเนียม อยู่ในจมูกข้าว รำข้า ปลาทูน่า หัวหอม กระเทียมและเห็ด
  4. ใยอาหาร มีมากในผัก ผลไม้และพวกเมล็ดธัญพืชต่างๆ
  5. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พบในขนมปังธัญพืชและถั่วต่างๆ

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง, อาหารที่มีสารก่อมะเร็ง, อาหารมีสิ่งแปลกปลอม เช่น อะฟลาท็อกซิน ยาฆ่าแมลง อาหารที่มีไนเตรต ไนเตรตผสมอยู่ หลีกเลี่ยง อาหารที่เก็บไว้นาน เพราะอาจมีการปนเปื้อนเชื้อราและพิษจากเชื้อเหล่านั้นได้ ลด อาหารเค็ม เช่น เกลือ ซอสทั้งหลาย อาหารหมักดอง อาหารกระป๋องที่ใส่เกลือมาก อาหารประเภทเนื้อปรุง เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก หมูยอ แหนม ซึ่งอาจมีสารเจือปนอยู่ การปรุงอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์หรือปลา โดยสัมผัสโดยตรง กับเปลวไฟ เช่น ปิ้ง ย่าง เนื้อรมควัน อย่ารับประทานบ่อยๆ

ส่วนการวินิจฉัยโรคมะเร็งได้ในระยะเริ่มต้นคือ การเอาใจใส่ระมัดระวังเกี่ยวกับอาหาร หรืออาการแสดง ถ้าวินิจฉัยได้ว่าเป็นอาการของโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ผลการรักษาและการมีชีวิตรอดของผู้ป่วย ได้ดีกว่าปล่อยให้เป็นมานานแล้ว ซึ่งอาจจะทำได้โดย ประชาชนรู้จักสังเกต และตรวจร่างกายตนเองอย่างง่ายๆ เช่น สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่อาจจะเป็นอาการเตือนของโรคมะเร็ง เช่น การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะผิดปกติ หรือเปลี่ยนไปจากเดิม กลืนอาหารลำบาก แน่นท้อง เสียงแหบ ไอเรื้อรัง มีเลือดหรือตกขาวผิดปกติออกทางช่องคลอด มีแผลเรื้อรัง มีการเปลี่ยนแปลงของหูด หรือไฝตามร่างกาย มีก้อนที่เต้านม หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย หูอื้อ เลือดกำเดาไหล

มะเร็งร้ายยังเป็นภัยต่อประชาชนชาวไทยอยู่อีกนาน และคงจะเบียดเบียนให้เกิดโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น เพราะทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษได้เจือปนอยู่ทั่วไป ทั้งในอาหาร ในน้ำ ในอากาศ ในอาชีพทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกสิกร ก็ต้องสัมผัสกับปุ๋ย โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ การตรวจสุขภาพประจำปีการ การสังเกตอาการและตรวจกรองมะเร็งของแต่ละอวัยวะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ดูจะมีความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และรักที่จะป้องกันตนเองจากโรคมะเร็ง

วันเสาร์, มกราคม ๐๖, ๒๕๕๐

รู้จักโรคหลอดเลือดสมองแตก

เวลา 03.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค. 47 คุณลินดา ค้าธัญเจริญ เข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองแตกที่ห้องไอซียู ชั้น 4 รพ.กรุงเทพ เพื่อเจาะเลือดในสมองออกโดยด่วน จากการเอ็กซเรย์สมองพบว่าเส้นเลือดในสมองแตกและมีก้อนเลือดขนาด 5 ซม.กดทับแกนสมอง ทีมแพทย์ศูนย์สมองโรงพยาบาลกรุงเทพ แถลงหลังแพทย์ได้ผ่าตัดนำก้อนเลือดใหญ่ขนาด 5 เซนติเมตร ที่กดทับแกนสมองเพื่อช่วยชีวิตเสร็จสิ้นลง ว่าขณะนี้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น มีการตอบสนองดีขึ้น แต่ยังต้องอยู่ในห้องไอซียูเพื่อพักฟื้นและดูอาการอย่างใกล้ชิด ยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเองพร้อมกับใช้เครื่องหายใจ ม่านตาเล็กลง คาดว่าแนวโน้มของการตอบสนองจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังต้องระวังการติดเชื้อจากการผ่าตัดและเชื้อจากภายนอก หรืออาจจะมาจากบุคคลที่เข้าไปเยี่ยม รวมไปถึงอาการของสมองบวม ซึ่งควรจะระวังในเวลา 72 ชั่วโมง

แพทย์คาดว่าเส้นเลือดในสมองแตกก่อนที่จะล้ม แต่ไม่มีโอกาสที่ลินดาจะเป็นอัมพาตเพราะกล้ามเนื้อซีกซ้ายที่ไม่ตอบสนองในครั้งแรก ขณะนี้เริ่มขยับได้ แต่ยังอ่อนแรง เนื่องจากก้อนเลือดที่ออกจากสมองได้เข้าไปทำลายเนื้อสมอง ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสมองส่วนไหนเสียหาย ยังคงรักษาและเตรียมพร้อมให้สมองส่วนที่ดีฟื้นตัวเร็วที่สุด ขณะนี้คงยังใช้ท่อดูดเลือดจากแผลที่เกิดจากการผ่าตัดออกมาด้วย ซึ่งจำนวนเลือดที่พบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังจากฟื้นตัวคงจะต้องกายภาพบำบัดเพื่อให้แขนขาด้านซ้ายที่อ่อนแรงและกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนปกติ แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม อาการล่าสุดของ "ลินดา ค้าธัญเจริญ" ขณะนี้มีอาการดีขึ้น มีการตอบสนองมากขึ้น ไม่มีอาการแทรกซ้อน รับรู้เข้าใจโต้ตอบทำตามคำตอบได้ เมื่อถามว่าสู้ไหม "ลินดา" สามารถยกมือชูสองนิ้วขวาได้ เป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีลดความกังวลใจลง คณะแพทย์แถลงว่าขณะนี้คุมอาการได้หมดแล้ว แต่สิ่งที่กังวลที่สุดคือการติดเชื้อและอาการสมองบวม ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต โรคนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันอาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเอง หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและจากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกเกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่ง และทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าทั่ไม่ได้ตามปกติ เกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ได้แก่ หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่สูบบุหรี่ บางคนเกิดจากโรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ่มหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่วนน้อยเกิดจากหลอดเลือดสมองอักเสบและโรคเลือดบางชนิด

ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตกที่สำคัญที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง บางรายอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆเป็นต้นสมองในตำแหน่งต่างๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมองจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคหากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครังอาจมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการที่พบบ่อยมีหลายอย่าง ได้แก่ อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศรีษะ ร่วมกับเดินเซ ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ปวดศรีษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว ที่สำคัญคืออาการดังกล่าวข้างต้น หากเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรไปพบแพทย์ด่วน พึงระลึกไว้เสมอว่าเมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีอย่ามัวรอดูอาการ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจ สูงอายุ แอลกอฮอล์ ไขมันในเลือดสูง และขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นการป้องกันโรคนี้จึงควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง งดสูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมรัดับน้ำตาลในเลือด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง และควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ

ศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับ น้ำมันปลา

วันศุกร์, มกราคม ๐๕, ๒๕๕๐

อัมพาต​ ​จาก​โรคของหลอดเลือดสมอง

อุบัติการณ์การ การเกิดอัมพาตในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป พบว่าอัตราการเกิด อัมพาต นั้น พบผู้ป่วยในอัตราที่สูง ราว 500- 1,000 คนต่อประชากร 1 แสนคน สำหรับสถิติในประเทศไทย ทางสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิรราชพยาบาล ได้ศึกษาไว้ พบว่า อัตราป่วย ของผู้ป่วยอัมพาต อยู่ในอัตราสูงถึง 690 ต่อประชากร 1 แสนคน
ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว อัมพาตเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของประชากร รองลงมาจาก โรคหัวใจ โรคมะเร็ง สำหรับประชากรไทย ผู้ป่วยอัมพาตทั่ว ๆ ไปจะมีอัตราตาย 20-25% ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้นในปีหนึ่ง ๆ ประชากรไทย จะมีผู้ป่วยเป็นอัมพาตเพิ่มขึ้น ปีละราว 1 แสนคนทุกปี จะเห็นได้ว่า ปัญหาอัมพาต จึงเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้รวบรวมสาเหตุของโรคอัมพาตที่เกิดจาก "โรคหลอดเลือดสมอง" ไว้ 5 ประการ คือ
หลอดเลือดสมองตีบ (cerebral thrombosis) ภาวะเช่นนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก หลอดเลือด มีการแข็งตัว ที่เรียกว่า atherosclerosis จึงมีผลให้เลือดไปยังสมองได้น้อย และมีการตัน ในหลอดเลือดนั่นเอง
การอุดตันในหลอดเลือด (cerebral embolism) สาเหตุเพราะมีก้อนเลือดหลุด มาจากที่ต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น จากหัวใจแล้วมาอุดหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้สมองขาดเลือดดังกล่าวแล้ว
หลอดเลือดสมองแตก (cerebral haemorrhage) เกิดจากการที่หลอดเลือดใน สมองแข็ง แล้วมีการแตกของหลอดเลือด จึงทำให้เลือดออกมาในเนื้อสมองหรือที่ฐานสมอง ยังผลให้ สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง
การบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง (spasm of artery) ภาวะนี้ เกิดจากการที่ มีการระคายเคือง ของหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้หลอดเลือดในสมอง มีการหดตัว หรือบีบตัวอย่างรุนแรง ยังผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนปลายไม่ได้ จึงเกิดอัมพาตขึ้น
การอักเสบของหลอดเลือด (arteritis) เกิดจากภาวะที่มีการอักเสบในสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรคของสมอง และมีผลทำให้หลอดเลือดของสมอง อักเสบตามมา ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ คำถามที่ประชาชนชอบถามก็คือ "อยู่ดี ๆ ทำจึงเป็นอัมพาต" แพทย์หลายคนก็มักจะตอบว่า " ที่จริงแล้ว ท่านคงมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่อาจทำให้ท่านเป็นอัมพาต แอบแฝงอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทราบ ไม่หลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง และไม่รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ดีจึงเกิดอัมพาต
ปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วย เป็นอัมพาต และเป็นสิ่งที่เรา จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยง และให้การรักษา หรือป้องกัน ได้แก่
โรคความดันโลหิตสูง ภาวะนี้พบว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และทำให้เกิด โรคอัมพาตได้มาก ทั้งชนิดหลอดเลือดแตก และหลอดเลือดตีบ ภาวะโรคความดันโลหิตสูงนี้ จะทำให้ผู้ป่วย มีโอกาสเป็นอัมพาต มากกว่าคนปกติ ถึง 3- 17 เท่า แล้วแต่อายุ และความรุนแรง ของความดันโลหิต
โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเป็นเวลานาน ๆโดยมิได้รับการรักษา หรือควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะมีอัตราเสี่ยง ในการเกิดอัมพาต ชนิดหลอดเลือดตีบได้สูง เพราะโรคเบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ได้ง่าย โดยจะมีหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าเป็นที่หลอดเลือดของสมองแข็ง จะเกิดอัมพาตขึ้น อัตราการเสี่ยง ของผู้ป่วย ที่เป็นโรค เบาหวาน จะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติถึง 2- 4 เท่า
ภาวะที่มีไขมันสูงในหลอดเลือด ทั้งชนิด chelesterol, triglyceride, ซึ่งเป็นไขมัน ที่ไปเกาะ ผนังหลอดเลือด และจะทำให้ผนังหลอดเลือด แข็ง อันจะมีผลตามมา ทำให้เกิดอัมพาตได้ง่าย
การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่นั้นจะเป็นปัจจัยเสริมทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพาตได้ง่าย โดยที่ผู้สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเป็นอัมพาต ได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า
อื่น ๆ ปัจจัยอื่นที่จะส่งเสริมให้เป็นอัมพาตได้แก่
Obesity หรือความอ้วนโรคอ้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริม ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และทำให้ผู้ป่วย มีไขมัน ในหลอดเลือดสูง อันจะมีโอกาสเกิด อัมพาต ได้มากกว่าคนธรรมดา
ภาวะเครียด การที่ผู้ป่วยเครียดมากเกินไปจะยังผลให้เกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ และจะทำให้เกิดอัมพาตตามมาได้
ภาวะขาดการออกกำลังกาย การที่ไม่ยอมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัย ทำให้ผู้ป่วยอ้วน และเกิดภาวะเครียด ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริม ต่อการเกิดอัมพาต ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า การออกกำลังกาย ของร่างกาย อย่างสม่ำเสมอ อาจมีผล ให้ลดระดับของไขมัน ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเพิ่มไขมัน ที่มีประโยชน์ กล่าวคือ ทำให้หลอดเลือดไม่แข็งตัว ได้อีกด้วยท่านที่ทราบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ สมควรที่จะเร่งหลีกเลี่ยง และรักษา เสียแต่เนิ่น ๆ และอย่างต่อเนื่องเพื่อท่านจะได้ปราศจาก อัมพาต และมีกำลังที่จะต่อสู้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ หากท่านไม่แน่ใจ ขอให้สละเวลาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจสุขภาพเสียให้แน่ชัด เพื่อประหยัด และมั่นใจว่าจะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้
ศึกษาน้ำมันปลา

วันเสาร์, ธันวาคม ๑๖, ๒๕๔๙

เคล็ดลับดู​แลสุขภาพตามวัย

เชื่อไหมคะว่า​ ​การเลือกทานอาหาร​ให้​เหมาะ​กับ​ช่วงอายุของวัย​ ​จะ​ทำ​ให้​คุณดู​เอ๊าะกว่าจริง​ได้​อย่างน้อย​ 5-10 ​ปี​ ​แถม​ยัง​มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นชนิดผิดหูผิดตา​ด้วย​!! ​เพราะ​แต่ละวัยก็มี​ความ​ต้อง​การของร่างกายแตกต่าง​กัน​ไป​ ​ใส่​ใจสักนิด​ ​คิดก่อนทานสักหน่อย​ ​รับรอง​ได้​เลยค่ะว่า​ ​ความ​สาว​ความ​สวย​จะ​อยู่​คู่​กับ​คุณไปอีกนาน​!!

วัยนำ​หน้า​เลข​ 2

จะ​เป็น​หนุ่ม​เป็น​สาวเต็มวัย​ ​และ​ร่างกายมีพัฒนาการเติบโตเต็มที่​ ​จึง​มีพลังงานอย่างเหลือล้น​ ​เป็น​วัยที่กระฉับ​ ​กระ​เฉง​ ​เคลื่อนไหว​และ​ทำ​กิจกรรมเยอะ​ ​ทำ​ให้​ร่างกาย​ได้​เผาผลาญ​และ​ใช้​พลังงานมากกว่าวัย​อื่นๆ​ ​คนอายุ​ 20 ​อัพ​ ​ควรทานอาหารหลากหลาย​ให้​เกิด​ความ​สมดุล​ ​อาหารสุขภาพที่​เหมาะสม​กับ​คนวัยนี้​ ​คืออาหารประ​เภทเนื้อสัตว์​และ​ถั่วต่างๆ​ ​ซึ่ง​ให้​โปรตีนสูง​ ​รองมาก็​เป็น​ข้าว​และ​แป้ง​ ​เน้นการเสริมสร้างพลังงาน​ ​ตามมา​ด้วย​ผักผลไม้​ ​และ​นม​กับ​แคลเซียม​.

วัยนำ​หน้า​เลข​ 3

เป็น​วัยที่​ยัง​ต้อง​การพลังงาน​อยู่​มาก​ ​เพราะ​เป็น​ช่วงของการทำ​งานตั้งเนื้อตั้งตัว​ ​แต่​ด้วย​อายุที่มากขึ้น​ ​ทำ​ให้​ประสิทธิภาพ​ใน​การเบิร์นของร่างกายช้าลง​ ​และ​น้ำ​หนักขึ้นลงง่าย​ ​คนวัยนี้​จึง​จำ​เป็น​ต้อง​ระมัดระวังเรื่องไขมัน​และ​คอเลสเทอรอล​เป็น​พิ​เศษ​ ​พยายามเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายขึ้น​ ​โดย​เฉพาะ​ ​ปลาทะ​เล​ ​ซึ่ง​ช่วย​ลด​ความ​ดันโลหิต​ ​รวม​ถึง​พวกถั่วเมล็ดแห้ง​ ​อย่างถั่วแดง​, ​ถั่วเขียว​ ​และ​ถั่วเหลือง​ ​ช่วย​ลด​ความ​เสี่ยง​จาก​โรคหัวใจ​ ​แถม​ยัง​มี​โปรตีนสูง​ ​ช่วย​ให้​พลังงานทดแทนเนื้อสัตว์​ใหญ่​ ​ส่วน​อาหารจำ​พวกข้าว​และ​ธัญพืช​ไม่​ขัดสี​ ​ก็มี​เส้นใยสูง​ ​ช่วย​ให้​อิ่มทน​ ​และ​ส่งผลดีต่อลำ​ไส้​ ​แต่​ถ้า​ไม่​อยากพะ​โล้ดู​แก่​ ​เกินวัย​ ​ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มี​ไขมัน​และ​คอเลสเทอรอลสูง​ ​เช่น​ ​หมูสามชั้น​, ​เนย​ ​และ​กะทิ​.

วัยนำ​หน้า​เลข​ 4

เป็น​วัยที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น​ได้​ชัด​ ​ผู้​หญิงอาจเผชิญ​กับ​ปัญหาวัยทอง​ใน​ระยะนี้​ ​ใน​ช่วงวัยนี้​ความ​ต้อง​การพลังงาน​จะ​ลดลงมาก​ ​แต่​ต้อง​การแคลเซียม​ ​และ​วิตามิน​จาก​ผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูงมากขึ้น​ ​เพื่อป้อง​กัน​ปัญหากระดูก​ ​คนวัยนี้ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ​ ​ซึ่ง​เป็น​สา​เหตุของ​ความ​เสื่อมวัย​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ ​อาหารที่มีวิตามินซีมาก​ ​อย่าง​ ​ส้ม​, ​ฝรั่ง​, ​มะ​เขือเทศ​ ​และ​แคนตาลูป​ ​หรือ​จะ​เป็น​อาหารที่มีวิตามินอีสูง​ ​เช่น​ ​น้ำ​มันดอกทานตะวัน​, ​เมล็ดดอกทานตะวัน​, ​เนยถั่ว​, ​ถั่วลิสง​ ​และ​อัลมอนด์​ ​ขณะที่​เต้าหู้ถือ​เป็น​แหล่งโปรตีนสำ​คัญของคนวัยเลข​ 4 ​เพราะ​มี​ไขมันต่ำ​ ​และ​ให้​แคลเซียมมากกว่า​เนื้อสัตว์​ทั่ว​ไป​ ​อยาก​ให้​ท่องจำ​ไว้​ใน​ใจเลยค่ะว่า​ ​การเลิกทานอาหารไขมันสูง​ ​อาหารทอด​ ​และ​ของผัดๆ​มันๆ​ทุกชนิด​ ​รวม​ถึง​เครื่องดื่มแอลกอฮอล์​และ​คา​เฟอีน​ ​จะ​ช่วย​ให้​คุณดู​เอ๊าะขึ้นอีกหลายปี​!!

วัยนำ​หน้า​เลข​ 5

เลข​ 5 ​ที่​เข้า​มาย่ำ​กรายชีวิต​ ​ไม่​ได้​ส่งผลกระทบเฉพาะต่อร่างกาย​เท่า​นั้น​นะคะ​ ​แต่​ยัง​ลุกลามไป​ถึง​เรื่องจิตใจ​ด้วย​ ​คนวัยนี้​ต้อง​เตรียมรับมือ​กับ​ความ​เปลี่ยนแปลงของตัวเอง​ ​ด้วย​การทำ​ความ​เข้า​ใจสภาพร่างกายที่​ไม่​เหมือนเดิม​... ​ประสิทธิภาพการทำ​งานของร่างกาย​จะ​ลดลง​ ​ส่งผลต่อระบบการย่อย​และ​การดูดซึมอาหาร​ ​ทำ​ให้​ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง​โดย​ไม่​รู้ตัว​ ​สิ่งสำ​คัญที่สุดของคนวัยนี้คือ​ ​การดื่มน้ำ​มากๆ​ให้​สม่ำ​เสมอ​ ​วันละอย่างน้อย​ 8-12 ​แก้ว​ ​เพื่อป้อง​กัน​การขาดน้ำ​ ​และ​ควรทานอาหารประ​เภทคาร์​โบไฮเดรต​ให้​น้อยลง​ ​หรือ​ทานเฉพาะ​แป้งที่​ไม่​ขัดสี​ ​งดการทานเนื้อสัตว์​ใหญ่​ ​ซึ่ง​ย่อยยาก​ ​และ​หันมาทานปลา​แทน​ ​นอก​จาก​นี้​ ​ควรทานอาหารที่มี​แคลเซียมสูง​ ​เช่น​ ​นม​, ​โยเกิร์ต​, ​เนยแข็ง​ ​หรือ​ปลาตัว​เล็ก​ตัวน้อย​ ​และ​พวกผักใบเขียว​ ​โดย​เฉพาะคะน้า​ ​กวางตุ้ง​ ​และ​บ็อคโคลี่​ ​ช่วย​ลดปัญหากระดูกพรุน​ ​คนวัย​ 50 ​อัพ​ ​ยัง​ออกกำ​ลังกาย​ได้​สม่ำ​เสมอ​ ​แต่​ไม่​ควรหักโหมมาก​ ​เน้นเฉพาะประ​เภทที่​ช่วย​ให้​กล้ามเนื้อ​และ​กระดูกแข็งแรง​ ​รวม​ทั้ง​ช่วย​กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด​ให้​ทำ​งาน​ได้​ดีขึ้น​.

วันเสาร์, ธันวาคม ๐๙, ๒๕๔๙

ครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งป้องกันได้

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา” ที่โรงพยาบาลศิริราช มีข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

นพ.ปีเตอร์ บอยล์ ตัวแทนองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer : IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยโรคมะเร็งกับทั่วโลก กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของประชากรโลก และผู้ป่วยมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ พบผู้ป่วยมากในประเทศกำลังพัฒนา จากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มักพบผู้ป่วยมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

จากข้อมูลพบว่าประชากรโลกในปี 2548 มีประมาณ 6,454 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 11 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 7 ล้านคน/ปี และอีก 25 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ส่วนในปี 2573 หรืออีก 25 ปี คาดว่าจะมีประชากรโลกประมาณ 8,130 ล้านคน และจะมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 27 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 17 ล้านคน/ปี และอีก 75 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุที่มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้น เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และโลกกำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในประเทศที่กำลังพัฒนามีมากขึ้น โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริโภค รวมทั้งการขาดความรู้ในการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพตนเอง

นพ.ปีเตอร์กล่าวว่า การรักษาหรือบรรเทาอาการมะเร็งด้วยการฉายรังสี ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายอาจจะหายขาด แต่เครื่องมือและบุคลากรด้านนี้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา

เขาบอกด้วยว่า วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวไปถึงขั้นรู้แนวทางในการป้องกันโรคมะเร็ง ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ มะเร็งบางชนิดรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดแม้จะไม่หายขาด แต่ก็สามารถรักษาแบบประคับประคองอาการ โดยทำให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเตมเซลล์ และไม่มีหลักฐานว่า สเตมเซลล์ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยสเตมเซลล์จำนวนน้อย.

วันเสาร์, ธันวาคม ๐๒, ๒๕๔๙

วิตามินซี

วิตามินซี เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายอีกชนิดหนึ่ง ที่ช่วยปกป้องเซลล์และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังช่วยเยียวยาร่างกายจากการบาดเจ็บ ช่วยให้ร่างกายต่อต้านการอักเสบได้ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน อันนี้ก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็กเลย

โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีพบได้ในอาหารจำพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้มสุกลูกไม้ต่างๆ ยิ่งในยุคสมัยใหม่อย่างนี้ก็มีผู้ผลิตนำมาอัดเม็ด เป็นอาหารเสริมจำหน่ายกันมากมายในปริมาณต่างๆ กันไป

นอกจากที่ว่าคนทั่วไปต้อง การวิตามินซีแล้ว คนบางกลุ่มที่อาจจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี หรือมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปก็มีเช่นกัน

หอสมุดแห่งชาติด้านการแพทย์ ในสหรัฐฯ ระบุว่า มีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้น โดยสามารถจัดแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้

- กลุ่มคนที่สูบบุหรี่

- กลุ่มคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด

- ผู้ป่วยที่มีไตเทียม

- คนที่โดนกระทบอากาศเย็นเป็นเวลานาน

คุณอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้หรือเปล่า แต่ถึงจะไม่อยู่ในประเภทนั้นก็อย่าลืมหาอาหารที่มีวิตามินซี เป็นส่วนประกอบมากินอย่างสม่ำเสมอก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพไม่น้อย เพราะข้อ มูลด้านสุขภาพแจ้งว่ามันยังช่วยบรรเทาความรุนแรง และระยะเวลาของการเป็นโรคหวัดได้ด้วย.

วันอังคาร, พฤศจิกายน ๒๑, ๒๕๔๙

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน​เป็น​โรคที่​ผู้​คน​ส่วน​ใหญ่​รู้จัก​กัน​พอควร​ ​แต่​ผู้​ป่วย​ส่วน​ใหญ่​ยัง​ไม่​ทราบ​ ​ความ​สำ​คัญของการรักษา​โรคนี้นัก​ ​แพทย์​เองก็​ไม่​ได้​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​การรักษา​ ​ผู้​ป่วยเบาหวาน​เป็น​อย่างดี​ ​แพทย์หลายๆ​ท่านรักษา​เบาหวาน​ ​เฉพาะ​เพียงลดระดับ​ ​น้ำ​ตาล​ใน​เลือด​เท่า​นั้น​ แต่​ความ​จริง​แล้ว​ ​โรคเบาหวาน​ ​ไม่​ใช่​แค่ระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือดสูง​ ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เป็น​โรคร้าย​ ​ที่หาก​ไม่​ได้​รับดู​แลอย่างดี​แล้ว​ ​จะ​เกิดผลเสียตามมามากมาย​ ..... ​หมอโรคหัวใจ​ ​และ​ ​หมอโรคไต​ ​ทราบดี​ ​เพราะ​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ ​และ​ ​ไตวายเรื้อรัง​ส่วน​ใหญ่​ ​เป็น​เบาหวาน

โรคเบาหวาน​เป็น​ความ​ผิดปกติ​เนื่อง​จาก​ร่างกาย​ไม่​สามารถ​นำ​น้ำ​ตาล​ใน​ร่างกายไป​ใช้​ได้​อย่างเต็มที่​ ​สา​เหตุ​เนื่อง​จาก​ขาดฮอร์​โมน​ ​อินซูลิน​ ​หรือ​ ​ไม่​ขาดฮอร์​โมน​ ​แต่ร่างกาย​ไม่​ตอบสนองต่อ​ ​ฮอร์​โมนตัวนี้​ ​ผลที่ตามมาคือระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือดสูงกว่าปกติ​ ​ปัจจุบัน​ ​หากระดับน้ำ​ตาล​ ​ใน​เลือดที่​เจาะหลังงดอาหาร​ 6 ​ชั่วโมง​แล้ว​ ​ยัง​สูงกว่า​ 126 ​มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร​ ​เราก็​เรียก​ได้​ว่า​เป็น​ "​โรคเบาหวาน" ​ได้​แล้ว​ครับ​

​ระดับน้ำ​ตาลที่สูงนี้​เป็น​ตัวการสำ​คัญที่ทำ​ให้​เกิดปัญหา​ ​ต่างๆ​ตามมา​ ที่สำ​คัญคือ​เป็น​ตัว​ ​การเร่ง​ให้​เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดแดง​ทั่ว​ร่างกาย ​ทั้ง​หลอดเลือดแดงที่​เลี้ยง​ ​สมอง​ ​หัวใจ​ ​ตา​ ​ไต​ ​แขน​-​ขา​ ​รวม​ทั้ง​ ​หลอดเลือดแดง​เล็กๆ​ที่​เลี้ยง​ ​ปลายประสาทอีก​ด้วย​ ​ทำ​ให้​เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดงเหล่านี้​ ​ดัง​นั้น​จะ​เห็นว่า​ "​โรคเบาหวาน" ​เป็น​ปัจจัยเสี่ยงที่สำ​คัญต่อ​ ​โรคทางสมอง​ ​อัมพาต​ ​โรคระบบประสาท​ ​โรคหัวใจ​ ​โรคไต​ ​โรคตา​ ​แม้กระทั่งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ​ ​หรือ​ ED ​ด้วย​

หลักสำ​คัญ​ใน​การรักษา​ผู้​ป่วยเบาหวาน​ ที่​ผู้​ป่วยควรทราบ

* ควบคุมระดับน้ำ​ตาล​ใน​เลือด​ให้​อยู่​ใน​เกณฑ์ปกติ​ให้​มากที่สุดตลอดเวลา​ ​การที่​จะ​ ​ทำ​เช่น​นั้น​ได้​ ​ต้อง​อาศัย​ความ​ร่วมมืออย่างมาก​จาก​ผู้​ป่วย​ ​ญาติ​ผู้​ป่วย​ (ประ​เภทหวังดี​ ​ซื้อของมา​ให้​รับประทาน​ ​หรือ​ ​ให้​คำ​แนะนำ​ผิดๆ​) ​โดย​การควบคุมอาหารอย่างเคร่ง​ ​ครัด​ ​รับประทานยาตามสั่ง​ ​ออกกำ​ลังกายตามสมควร​ ​ลดน้ำ​หนัก​ ​หากยา​ไม่​ได้​ผลดีก็​ ​จำ​เป็น​ต้อง​ฉีดอินซูลิน
* หากมี​ความ​ดันโลหิตสูงก็จำ​เป็น​ที่​จะ​ต้อง​ลด​ความ​ดันโลหิต​ให้​น้อยกว่า​ ​หรือ​ ​ใกล้​เคียง​ 130/80 ​มม​.​ปรอท​ ​ทั้ง​นี้​ต้อง​ไม่​มีผลแทรกซ้อน​จาก​ยาลด​ความ​ดันโลหิต​ด้วย​ ​จะ​สามารถ​ ​ป้อง​กัน​ ​หรือ​ ​ชลอภาวะ​ไตวาย​ได้
* ลดไขมันคอเลสเตอรอล​ใน​เลือดลงมากๆ​ ​โดย​ใช้​ค่า​ LDL-Cholesterol ​เป็น​เกณฑ์​ ​ให้​ LDL-C ​น้อยกว่า​ 100 ​มก​./​ดล​. ​เทียบ​เท่า​ผู้​ที่มี​โรคหัวใจ​อยู่​ ​เนื่อง​จาก​ผู้​ป่วย​ ​เบาหวานแทบทุกรายมีการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจซ่อน​อยู่​ด้วย​ ​การลดระดับ​ ​ไขมัน​ใน​เลือดลงมากๆ​ (Cholesterol) ​จะ​ช่วย​ลดปัญหา​แทรกซ้อนทางหัวใจลง​ ​ปัจจุบันยาที่​ใช้​ลดไขมันคอเลสเตอรอล​ได้​ดีมากที่สุด​ ​คือ​ ​ยากลุ่ม​ statins
* แนะนำ​ให้​ผู้​ป่วยพบจักษุ​แพทย์ทุก​ 6 ​เดือน​ ​เพื่อป้อง​กัน​ตาบอด​จาก​เบาหวานขึ้นตา​ ​จอประสาทตา​เสื่อม
* แนะนำ​ให้​ผู้​ป่วยดู​แลตนเองที่บ้าน​ ​อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง​ ​การดู​แลเท้า​ ​ผิวหนัง​ (โอกาสเกิดแผลที่​เท้า​ ​และ​ ​ทำ​ให้​ต้อง​ตัดเท้าพบ​ได้​บ่อยๆ​)

จะ​เห็นว่า​ ​การรักษา​โรคเบาหวาน​ ​ไม่​ใช่​แค่การไปเจาะ​เลือด​ ​ดูน้ำ​ตาล​ใน​เลือด​ ​แล้ว​จัด​ ​ยา​เฉยๆ​ ​แต่การรักษา​เบาหวานที่​ได้​มาตรฐาน​ ​จะ​เป็น​การดู​แล​ผู้​ป่วยทุกระบบ​ ​โดย​หวัง​ ​ว่าการดู​แลอย่างดี​ ​จะ​ช่วย​ป้อง​กัน​ผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรง​จาก​เบาหวาน​ได้​ ​เช่น​ ​อัมพาต​ ​ไตวาย​ ​ตาบอด​ ​กล้ามเนื้อหัวใจตาย​ ​เป็น​ต้น​ การรักษา​เบาหวาน​ให้​ดี​ ​จึง​ไม่​ใช่​เรื่อง​ "หมูๆ​" ​หรือ​ "หวานๆ​" ​อย่างที่คิด

Vitamin E

คาดว่า​แทบทุกท่านคงเคย​ได้​ยินโฆษณา​เกี่ยว​กับ​คุณสมบัติครอบจักรวาลของ​ Vitamin E ​กัน​มาบ้าง​แล้ว​ ​เช่น​ ​ป้อง​กัน​เซลเสื่อม​ ​ป้อง​กัน​ “​แก่​” ​ลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า​ ​บำ​รุงผิวพรรณ​ ​ต้านมะ​เร็ง​ ​ไปจน​ถึง​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​บท​ความ​นี้​จะ​เน้นเกี่ยว​กับ​ผล​ ​ของการเสริม​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือดเกิด​จาก​การที่มี​ไขมันคอเลสเตอรอลสะสม​อยู่​ใน​ผนังหลอดเลือด​ ​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​การสะสมของ​ ​ไขมันนี้​ ​เกิด​จาก​หลายๆ​ ​ปัจจัยประกอบ​กัน​ ​แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำ​คัญคือไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้าย​ ​หรือ​ LDL- Cholesterol ​ใน​ชั้น​ ​ผนังหลอดเลือด​ ​ทำ​ให้​หลอดเลือดตีบ​ ​ไขมันนี้ปกติ​อยู่​ใน​กระ​แสเลือด​ ​การที่​จะ​เข้า​ไปสะสม​อยู่​ ​ใน​ผนังหลอดเลือด​ได้​นั้น​ ไขมันชนิดนี้​ ​จะ​ถูกขบวนการ​ “​อ็อกซิ​เดชั่น​” ​ก่อน​ (Oxidation) ​จึง​เข้า​ไปสะสม​ได้​ Vitamin E ​มีคุณสมบัติ​เป็น​ตัวต้านขบวนการอ็อกซิ​เดชั่น​ (Anti-Oxidant) ​จึง​มี​ผู้​ศึกษาผลของ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ ​โดย​ ​หวังว่าการเสริม​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ต้านการสะสมของ​ ​ไขมัน​ LDL-Cholesterol ​ใน​ผนังหลอดเลือด​ ​เป็น​ผลป้อง​กัน​ ​โรคหัวใจ​ ​หรือ​ ​ลด​ความ​รุนแรงของโรคลง​ ​สารที่มีคุณสมบัติ​เป็น​ Anti-Oxidant ​นอก​จาก​ Vitamin E ​แล้ว​ ​ยัง​มีสาร​อื่นๆ​อีก​ ​เช่น​ Vitamin C , Beta-carotene

Vitamin E ​ช่วย​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​หรือ​ไม่

ตามหลักการ​แล้ว​ก็น่า​จะ​เป็น​เช่น​นั้น​ ​แต่​ใน​โลกแห่ง​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ ​ร่างกายคนเราซับซ้อนเกินกว่าที่​จะ​เข้า​ใจง่ายๆ​ ​เช่น​นั้น​ 1+1 ​ไม่​ได้​เป็น​ 2 ​เสมอไป​ ​การศึกษา​เกี่ยว​กับ​ Vitamin E ​กับ​โรคหัวใจมีมานาน​แล้ว​ ​ใน​ระยะ​แรกๆ​พบว่า​ ​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ส่วน​หนึ่งมีระดับ​ Vitamin E ​ต่ำ​กว่าปกติ​ ​และ​มีหลาย​ ​การศึกษาชี้​ให้​เห็นว่าการเสริม​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​แต่อย่างไรก็ตาม​ ​การศึกษา​ ​เหล่า​นั้น​เป็น​การศึกษาย้อนหลัง​ ​หรือ​ ​การศึกษา​เปรียบเทียบ​ ​ย้อนหลัง​ ซึ่ง​การศึกษาชนิดนี้มีข้อจำ​กัดมาก​ ​ทำ​ให้​ความ​น่า​ ​เชื่อถือลดลงมาก

​การศึกษาที่ดีกว่า​และ​ถือว่ายอบรับ​ได้​มากที่สุด​ ​คือ​ ​การศึกษา​เปรียบเทียบ​ ​ระหว่างผลของยาจริง​ ​กับ​ ​ยาหลอก​ ​โดย​การสุ่ม​ ​ผู้​ถูกศึกษา​ ​และ​ ​ผู้​ศึกษาต่างก็​ไม่​ทราบว่า​ได้​รับยาจริง​ ​หรือ​ ​ยาหลอกจนกว่า​จะ​เสร็จสิ้นการศึกษา​ ​เป็น​การ​ ​ตัดอคติ​จาก​การ​ ​ทดลองลง​ ​การศึกษา​แบบนี้​เรียก​ Randomized Double Blind Placebo Control

ปัจจุบันมีการศึกษา​แบบ​ Randomized Double Blind Placebo Control ​เพื่อดูผลของ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วย​ ​โรคหัวใจ​ ​การศึกษา​ ​แรกมา​จาก​ Cambridge (ตีพิมพ์​ใน​ปีคศ​.1996) ​เป็น​การศึกษา​ใน​ผู้​ป่วยที่​เป็น​โรคหัวใจ​อยู่​แล้ว​ 2,002 ​คน​ ​ใน​จำ​นวนนี้​ 1,035 ​คน​ได้​รับ​ Vitamin E ​ขนาด​ 400-800 IU ​ต่อวัน​ ​และ​ 967 ​คน​ได้​รับยาหลอก​ ​ติดตาม​ผู้​ป่วยไปประมาณ​ 1 ​ปีครึ่ง​ พบว่า​ผู้​ที่​ได้​รับ​ Vitamin E ​เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย​ ​หรือ​ Heart attack ​น้อยกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมาก​ ​ผลนี้​เริ่มเห็น​ได้​เมื่อ​ ​รับประทาน​ Vitamin E ​อย่างน้อย​ 1 ​ปี​ ​แต่อย่างไรก็ตามพบว่า​แม้​จะ​ลด​ Heart attack ​ลง​ ​แต่อัตราตาย​จาก​ ​โรคหัวใจ​ไม่​ได้​ลดลงเลย ​พูดง่ายๆ​คือ​ Vitamin E ​ใน​ผู้​ป่วยโรคหัวใจ​ไม่​ได้​ทำ​ให้​อายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง​

​การศึกษาต่อมา​ ​เพิ่งลงพิมพ์​ใน​วารสาร​ New England Journal of Medicine ​มกราคม​ ​ปี​ 2000 ​ชื่อย่อๆ​ว่า​ HOPE Study ​ผู้​เข้า​การศึกษา​เป็น​ผู้​ที่มี​โรคของหลอดเลือด​อยู่​แล้ว​ ​เช่น​ ​หลอดเลือดหัวใจ​ ​หรือ​ ​หลอดเลือดสมอง​ ​(​ไม่​ใช่​คน​ ​แข็งแรงที่​ยัง​ไม่​มี​โรค) ​ประมาณ​ 9,541​คน​ ​ครึ่งหนึ่งไดรับ​ Vitamin E 400 IU ​ต่อวัน​ ​ส่วน​อีกครึ่งหนึ่ง​ได้​รับยาหลอก​ (placebo) ​เมื่อติดตามไปประมาณ​ 4.5 ​ปี​ ​พบว่าอัตราตาย​ ​อัตราการเกิดโรคหัวใจ​ (Heart attack) ​ไม่​แตกต่าง​กัน​เลย​ จึง​สรุปว่า​ Vitamin E ​ไม่​ได้​ประ​โยชน์​ใน​การป้อง​กัน​โอกาสเกิดปัญหา​แทรกซ้อน​จาก​ ​โรคหัวใจเลย ​เมื่อรวมเอาการศึกษา​เกี่ยว​กับ​ Vitamin E ​ทั้ง​หมด​เข้า​ด้วย​กัน​ ​รวมประชากรที่ศึกษามากกว่า​ 50,000 ​คน​ ​ก็​ไม่​พบว่า​ Vitamin E ​จะ​ได้​ประ​โยชน์​เลย​

ที่​เล่ามา​นั้น​เป็น​การศึกษา​ใน​ผู้​ป่วยที่​เกิดโรค​แล้ว​ ​ไม่​ใช่​เป็น​การ​ใช้​ Vitamin E ​เพื่อการป้อง​กัน​โรคหัวใจ​ ​จน​ถึง​ปัจจุบันนี้​ยัง​ไม่​มีการศึกษาดีๆ​เลยว่า​ Vitamin E ​จะ​ช่วย​ “​ป้อง​กัน​” ​ไม่​ให้​คนที่​แข็งแรงดี​เกิดโรค​ ​หัวใจขึ้น