กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เป็นราชินีสมุนไพรไทยโดยแท้ มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี สรรพคุณโดยรวมจะเน้นไปในการทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยทองกลับสดชื่น กลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ กวาวเครือยังสนับสนุนความเป็นผู้หญิงให้สวยงามขึ้น และบำรุงอวัยวะภายในไปในทางที่ส่งเสริมวัยเจริญพันธุ์
ส่วนประกอบสำคัญ : 1 เม็ด มีกวาวเครือขาว 50 มก., ตรีผลา 105 มก.
(ลูกสมอไทย 35 มก., ลูกสมอพิเภก 35 มก. และลูกมะขามป้อม 35 มก.)
สรรพคุณ : บำรุงร่างกายสตรีผู้สูงอายุให้สดชื่นกลับมาเป็นสาว
วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง หลังอาหาร
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ ๒๗, ๒๕๕๐
กวาวเครือขาว
วันเสาร์, กุมภาพันธ์ ๐๓, ๒๕๕๐
การดื่มไวน์แดงอาจช่วยชะลอความแก่
| ||
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงแนะนำผู้ที่ต้องการต่อสู้กับการทำร้ายของกาลเวลา ด้วยการเพิ่มสารเมลาโทนินโดยการกินอาหาร เช่น หอมหัวใหญ่ กล้วย ข้าว เชอร์รี่ รวมถึงดื่มไวน์แดงมากขึ้น ตั้งแต่อายุย่างเข้า 30 ปี
เมลาโทนินเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย และเป็นที่นิยมแพร่หลายสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็ตแล็ก หรืออาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานานๆ เนื่องจากร่างกายยังปรับสภาพกับเวลาไม่ได้
นอกจากมีผลต่อนาฬิกาชีวภาพแล้ว งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า เมลาโทนินทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำลายเซลล์
ทั้งนี้ นักวิจัยจากเครือข่ายวิจัยภาวะสูงวัยของสเปนศึกษาจากหนูที่ถูกตัดต่อทางพันธุกรรมและมีปัญหาแก่ก่อนวัย และพบว่าภาวะชราเริ่มปรากฏครั้งแรกเมื่อหนูอายุ 5 เดือน หรือ 30 ปีสำหรับมนุษย์ โดยเกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนและไนโตรเจนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและทำลายเซลล์มากขึ้น
จากนั้น นักวิจัยให้หนูทดลองกินเมลาโทนิน ผลปรากฏว่าสารชนิดนี้สามารถยับยั้งกระบวนการชราได้
การวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ดาริโอ อะกวินา กาสโตรไวโฆ จากมหาวิทยาลัยเกรนาดา สเปน ยังพบว่าการให้หนูกินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 5 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายของหนูเลิกผลิตสารชนิดนี้แล้วนั้น ช่วยชะลอความแก่ได้ บ่งชี้ว่า หากคนเรากินเมลาโทนินทุกวันตั้งแต่อายุ 30 หรือ 40 ปี อาจชะลอกระบวนการชราได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่แน่ใจว่าเมลาโทนินจะส่งผลอย่างไรต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพราะมีความเป็นไปได้ว่าสารชนิดนี้อาจมีอิทธิพลต่อระบบการเจริญพันธุ์ของสตรี โดยผลวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า เมลาโทนินในระดับที่ผกผันตามฤดูกาล มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการผสมเทียมในหลอดแก้ว
กระนั้น ศาสตราจารย์อะกวินา กาสโตรไวโฆแนะนำไว้ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารหลายฉบับ รวมถึงฟรอนเทียร อิน ไบโอไซนส์ แอนด์ ฟรี เรดิคัล รีเสิร์ช ว่าควรบริโภคเมลาโทนินเพิ่ม ด้วยการกินไวน์แดง ผลไม้ ผัก และซีเรียล เพื่อป้องกันโรคภัยที่มาพร้อมวัยที่ล่วงเลย
อนึ่ง เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ไวน์แดงมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานัปการ เช่น งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า การดื่มไวน์แดงวันละแก้วช่วยปกป้องหัวใจ เนื่องจากในผิวและเมล็ดขององุ่นอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์
นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ไวน์แดงช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด รวมถึงปกป้องโรคเหงือก และช่วยให้หลับง่ายขึ้น
วันอาทิตย์, มกราคม ๑๔, ๒๕๕๐
กินอยู่อย่างไรจึงจะไกลโรคมะเร็ง
ปัจจัยต่างๆ ที่อาจให้เกิดมะเร็งได้แก่
มะเร็งที่เกิดจากอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับ
เชื้อโรคหลายชนิดจัดได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน ได้แก่
|
วันเสาร์, มกราคม ๐๖, ๒๕๕๐
รู้จักโรคหลอดเลือดสมองแตก
แพทย์คาดว่าเส้นเลือดในสมองแตกก่อนที่จะล้ม แต่ไม่มีโอกาสที่ลินดาจะเป็นอัมพาตเพราะกล้ามเนื้อซีกซ้ายที่ไม่ตอบสนองในครั้งแรก ขณะนี้เริ่มขยับได้ แต่ยังอ่อนแรง เนื่องจากก้อนเลือดที่ออกจากสมองได้เข้าไปทำลายเนื้อสมอง ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสมองส่วนไหนเสียหาย ยังคงรักษาและเตรียมพร้อมให้สมองส่วนที่ดีฟื้นตัวเร็วที่สุด ขณะนี้คงยังใช้ท่อดูดเลือดจากแผลที่เกิดจากการผ่าตัดออกมาด้วย ซึ่งจำนวนเลือดที่พบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังจากฟื้นตัวคงจะต้องกายภาพบำบัดเพื่อให้แขนขาด้านซ้ายที่อ่อนแรงและกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนปกติ แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม อาการล่าสุดของ "ลินดา ค้าธัญเจริญ" ขณะนี้มีอาการดีขึ้น มีการตอบสนองมากขึ้น ไม่มีอาการแทรกซ้อน รับรู้เข้าใจโต้ตอบทำตามคำตอบได้ เมื่อถามว่าสู้ไหม "ลินดา" สามารถยกมือชูสองนิ้วขวาได้ เป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีลดความกังวลใจลง คณะแพทย์แถลงว่าขณะนี้คุมอาการได้หมดแล้ว แต่สิ่งที่กังวลที่สุดคือการติดเชื้อและอาการสมองบวม ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก
โรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต โรคนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันอาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเอง หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและจากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกเกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่ง และทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าทั่ไม่ได้ตามปกติ เกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ได้แก่ หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่สูบบุหรี่ บางคนเกิดจากโรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ่มหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่วนน้อยเกิดจากหลอดเลือดสมองอักเสบและโรคเลือดบางชนิด
ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตกที่สำคัญที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง บางรายอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆเป็นต้นสมองในตำแหน่งต่างๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมองจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคหากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครังอาจมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการที่พบบ่อยมีหลายอย่าง ได้แก่ อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศรีษะ ร่วมกับเดินเซ ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ปวดศรีษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว ที่สำคัญคืออาการดังกล่าวข้างต้น หากเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรไปพบแพทย์ด่วน พึงระลึกไว้เสมอว่าเมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีอย่ามัวรอดูอาการ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจ สูงอายุ แอลกอฮอล์ ไขมันในเลือดสูง และขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นการป้องกันโรคนี้จึงควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง งดสูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมรัดับน้ำตาลในเลือด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง และควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ
ศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับ น้ำมันปลา
วันศุกร์, มกราคม ๐๕, ๒๕๕๐
อัมพาต จากโรคของหลอดเลือดสมอง
อุบัติการณ์การ การเกิดอัมพาตในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป พบว่าอัตราการเกิด อัมพาต นั้น พบผู้ป่วยในอัตราที่สูง ราว 500- 1,000 คนต่อประชากร 1 แสนคน สำหรับสถิติในประเทศไทย ทางสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิรราชพยาบาล ได้ศึกษาไว้ พบว่า อัตราป่วย ของผู้ป่วยอัมพาต อยู่ในอัตราสูงถึง 690 ต่อประชากร 1 แสนคน
ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว อัมพาตเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของประชากร รองลงมาจาก โรคหัวใจ โรคมะเร็ง สำหรับประชากรไทย ผู้ป่วยอัมพาตทั่ว ๆ ไปจะมีอัตราตาย 20-25% ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้นในปีหนึ่ง ๆ ประชากรไทย จะมีผู้ป่วยเป็นอัมพาตเพิ่มขึ้น ปีละราว 1 แสนคนทุกปี จะเห็นได้ว่า ปัญหาอัมพาต จึงเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้รวบรวมสาเหตุของโรคอัมพาตที่เกิดจาก "โรคหลอดเลือดสมอง" ไว้ 5 ประการ คือ
หลอดเลือดสมองตีบ (cerebral thrombosis) ภาวะเช่นนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก หลอดเลือด มีการแข็งตัว ที่เรียกว่า atherosclerosis จึงมีผลให้เลือดไปยังสมองได้น้อย และมีการตัน ในหลอดเลือดนั่นเอง
การอุดตันในหลอดเลือด (cerebral embolism) สาเหตุเพราะมีก้อนเลือดหลุด มาจากที่ต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น จากหัวใจแล้วมาอุดหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้สมองขาดเลือดดังกล่าวแล้ว
หลอดเลือดสมองแตก (cerebral haemorrhage) เกิดจากการที่หลอดเลือดใน สมองแข็ง แล้วมีการแตกของหลอดเลือด จึงทำให้เลือดออกมาในเนื้อสมองหรือที่ฐานสมอง ยังผลให้ สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง
การบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง (spasm of artery) ภาวะนี้ เกิดจากการที่ มีการระคายเคือง ของหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้หลอดเลือดในสมอง มีการหดตัว หรือบีบตัวอย่างรุนแรง ยังผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนปลายไม่ได้ จึงเกิดอัมพาตขึ้น
การอักเสบของหลอดเลือด (arteritis) เกิดจากภาวะที่มีการอักเสบในสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรคของสมอง และมีผลทำให้หลอดเลือดของสมอง อักเสบตามมา ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ คำถามที่ประชาชนชอบถามก็คือ "อยู่ดี ๆ ทำจึงเป็นอัมพาต" แพทย์หลายคนก็มักจะตอบว่า " ที่จริงแล้ว ท่านคงมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่อาจทำให้ท่านเป็นอัมพาต แอบแฝงอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทราบ ไม่หลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง และไม่รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ดีจึงเกิดอัมพาต
ปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วย เป็นอัมพาต และเป็นสิ่งที่เรา จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยง และให้การรักษา หรือป้องกัน ได้แก่
โรคความดันโลหิตสูง ภาวะนี้พบว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และทำให้เกิด โรคอัมพาตได้มาก ทั้งชนิดหลอดเลือดแตก และหลอดเลือดตีบ ภาวะโรคความดันโลหิตสูงนี้ จะทำให้ผู้ป่วย มีโอกาสเป็นอัมพาต มากกว่าคนปกติ ถึง 3- 17 เท่า แล้วแต่อายุ และความรุนแรง ของความดันโลหิต
โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเป็นเวลานาน ๆโดยมิได้รับการรักษา หรือควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะมีอัตราเสี่ยง ในการเกิดอัมพาต ชนิดหลอดเลือดตีบได้สูง เพราะโรคเบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ได้ง่าย โดยจะมีหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าเป็นที่หลอดเลือดของสมองแข็ง จะเกิดอัมพาตขึ้น อัตราการเสี่ยง ของผู้ป่วย ที่เป็นโรค เบาหวาน จะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติถึง 2- 4 เท่า
ภาวะที่มีไขมันสูงในหลอดเลือด ทั้งชนิด chelesterol, triglyceride, ซึ่งเป็นไขมัน ที่ไปเกาะ ผนังหลอดเลือด และจะทำให้ผนังหลอดเลือด แข็ง อันจะมีผลตามมา ทำให้เกิดอัมพาตได้ง่าย
การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่นั้นจะเป็นปัจจัยเสริมทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพาตได้ง่าย โดยที่ผู้สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเป็นอัมพาต ได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า
อื่น ๆ ปัจจัยอื่นที่จะส่งเสริมให้เป็นอัมพาตได้แก่
Obesity หรือความอ้วนโรคอ้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริม ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และทำให้ผู้ป่วย มีไขมัน ในหลอดเลือดสูง อันจะมีโอกาสเกิด อัมพาต ได้มากกว่าคนธรรมดา
ภาวะเครียด การที่ผู้ป่วยเครียดมากเกินไปจะยังผลให้เกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ และจะทำให้เกิดอัมพาตตามมาได้
ภาวะขาดการออกกำลังกาย การที่ไม่ยอมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัย ทำให้ผู้ป่วยอ้วน และเกิดภาวะเครียด ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริม ต่อการเกิดอัมพาต ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า การออกกำลังกาย ของร่างกาย อย่างสม่ำเสมอ อาจมีผล ให้ลดระดับของไขมัน ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเพิ่มไขมัน ที่มีประโยชน์ กล่าวคือ ทำให้หลอดเลือดไม่แข็งตัว ได้อีกด้วยท่านที่ทราบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ สมควรที่จะเร่งหลีกเลี่ยง และรักษา เสียแต่เนิ่น ๆ และอย่างต่อเนื่องเพื่อท่านจะได้ปราศจาก อัมพาต และมีกำลังที่จะต่อสู้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ หากท่านไม่แน่ใจ ขอให้สละเวลาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจสุขภาพเสียให้แน่ชัด เพื่อประหยัด และมั่นใจว่าจะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้ศึกษาน้ำมันปลา
วันเสาร์, ธันวาคม ๑๖, ๒๕๔๙
เคล็ดลับดูแลสุขภาพตามวัย
เชื่อไหมคะว่า การเลือกทานอาหารให้เหมาะกับช่วงอายุของวัย จะทำให้คุณดูเอ๊าะกว่าจริงได้อย่างน้อย 5-10 ปี แถมยังมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นชนิดผิดหูผิดตาด้วย!! เพราะแต่ละวัยก็มีความต้องการของร่างกายแตกต่างกันไป ใส่ใจสักนิด คิดก่อนทานสักหน่อย รับรองได้เลยค่ะว่า ความสาวความสวยจะอยู่คู่กับคุณไปอีกนาน!!
วัยนำหน้าเลข 2
จะเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มวัย และร่างกายมีพัฒนาการเติบโตเต็มที่ จึงมีพลังงานอย่างเหลือล้น เป็นวัยที่กระฉับ กระเฉง เคลื่อนไหวและทำกิจกรรมเยอะ ทำให้ร่างกายได้เผาผลาญและใช้พลังงานมากกว่าวัยอื่นๆ คนอายุ 20 อัพ ควรทานอาหารหลากหลายให้เกิดความสมดุล อาหารสุขภาพที่เหมาะสมกับคนวัยนี้ คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ ซึ่งให้โปรตีนสูง รองมาก็เป็นข้าวและแป้ง เน้นการเสริมสร้างพลังงาน ตามมาด้วยผักผลไม้ และนมกับแคลเซียม.
วัยนำหน้าเลข 3
เป็นวัยที่ยังต้องการพลังงานอยู่มาก เพราะเป็นช่วงของการทำงานตั้งเนื้อตั้งตัว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการเบิร์นของร่างกายช้าลง และน้ำหนักขึ้นลงง่าย คนวัยนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องไขมันและคอเลสเทอรอลเป็นพิเศษ พยายามเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายขึ้น โดยเฉพาะ ปลาทะเล ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต รวมถึงพวกถั่วเมล็ดแห้ง อย่างถั่วแดง, ถั่วเขียว และถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ แถมยังมีโปรตีนสูง ช่วยให้พลังงานทดแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ ส่วนอาหารจำพวกข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี ก็มีเส้นใยสูง ช่วยให้อิ่มทน และส่งผลดีต่อลำไส้ แต่ถ้าไม่อยากพะโล้ดูแก่ เกินวัย ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเทอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น, เนย และกะทิ.
วัยนำหน้าเลข 4
เป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงอาจเผชิญกับปัญหาวัยทองในระยะนี้ ในช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลงมาก แต่ต้องการแคลเซียม และวิตามินจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูงมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหากระดูก คนวัยนี้ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมวัย ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่มีวิตามินซีมาก อย่าง ส้ม, ฝรั่ง, มะเขือเทศ และแคนตาลูป หรือจะเป็นอาหารที่มีวิตามินอีสูง เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน, เมล็ดดอกทานตะวัน, เนยถั่ว, ถั่วลิสง และอัลมอนด์ ขณะที่เต้าหู้ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของคนวัยเลข 4 เพราะมีไขมันต่ำ และให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป อยากให้ท่องจำไว้ในใจเลยค่ะว่า การเลิกทานอาหารไขมันสูง อาหารทอด และของผัดๆมันๆทุกชนิด รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน จะช่วยให้คุณดูเอ๊าะขึ้นอีกหลายปี!!
วัยนำหน้าเลข 5
เลข 5 ที่เข้ามาย่ำกรายชีวิต ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อร่างกายเท่านั้นนะคะ แต่ยังลุกลามไปถึงเรื่องจิตใจด้วย คนวัยนี้ต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ด้วยการทำความเข้าใจสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม... ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจะลดลง ส่งผลต่อระบบการย่อยและการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดของคนวัยนี้คือ การดื่มน้ำมากๆให้สม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง หรือทานเฉพาะแป้งที่ไม่ขัดสี งดการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ซึ่งย่อยยาก และหันมาทานปลาแทน นอกจากนี้ ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม, โยเกิร์ต, เนยแข็ง หรือปลาตัวเล็กตัวน้อย และพวกผักใบเขียว โดยเฉพาะคะน้า กวางตุ้ง และบ็อคโคลี่ ช่วยลดปัญหากระดูกพรุน คนวัย 50 อัพ ยังออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหมมาก เน้นเฉพาะประเภทที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง รวมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น.
วันเสาร์, ธันวาคม ๐๙, ๒๕๔๙
ครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งป้องกันได้
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา” ที่โรงพยาบาลศิริราช มีข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
นพ.ปีเตอร์ บอยล์ ตัวแทนองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer : IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยโรคมะเร็งกับทั่วโลก กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของประชากรโลก และผู้ป่วยมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ พบผู้ป่วยมากในประเทศกำลังพัฒนา จากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มักพบผู้ป่วยมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว
จากข้อมูลพบว่าประชากรโลกในปี 2548 มีประมาณ 6,454 ล้านคน มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 11 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 7 ล้านคน/ปี และอีก 25 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ส่วนในปี 2573 หรืออีก 25 ปี คาดว่าจะมีประชากรโลกประมาณ 8,130 ล้านคน และจะมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 27 ล้านคน/ปี เสียชีวิต 17 ล้านคน/ปี และอีก 75 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุที่มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้น เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และโลกกำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในประเทศที่กำลังพัฒนามีมากขึ้น โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริโภค รวมทั้งการขาดความรู้ในการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพตนเอง
นพ.ปีเตอร์กล่าวว่า การรักษาหรือบรรเทาอาการมะเร็งด้วยการฉายรังสี ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายอาจจะหายขาด แต่เครื่องมือและบุคลากรด้านนี้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา
เขาบอกด้วยว่า วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวไปถึงขั้นรู้แนวทางในการป้องกันโรคมะเร็ง ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งสามารถป้องกันได้ มะเร็งบางชนิดรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดแม้จะไม่หายขาด แต่ก็สามารถรักษาแบบประคับประคองอาการ โดยทำให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า โรคมะเร็งสามารถรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเตมเซลล์ และไม่มีหลักฐานว่า สเตมเซลล์ทำให้เป็นมะเร็ง เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยสเตมเซลล์จำนวนน้อย.
วันเสาร์, ธันวาคม ๐๒, ๒๕๔๙
วิตามินซี
โดยทั่วไปแล้ววิตามินซีพบได้ในอาหารจำพวกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้มสุกลูกไม้ต่างๆ ยิ่งในยุคสมัยใหม่อย่างนี้ก็มีผู้ผลิตนำมาอัดเม็ด เป็นอาหารเสริมจำหน่ายกันมากมายในปริมาณต่างๆ กันไป
นอกจากที่ว่าคนทั่วไปต้อง การวิตามินซีแล้ว คนบางกลุ่มที่อาจจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี หรือมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปก็มีเช่นกัน
หอสมุดแห่งชาติด้านการแพทย์ ในสหรัฐฯ ระบุว่า มีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้น โดยสามารถจัดแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
- กลุ่มคนที่สูบบุหรี่
- กลุ่มคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด
- ผู้ป่วยที่มีไตเทียม
- คนที่โดนกระทบอากาศเย็นเป็นเวลานาน
คุณอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้หรือเปล่า แต่ถึงจะไม่อยู่ในประเภทนั้นก็อย่าลืมหาอาหารที่มีวิตามินซี เป็นส่วนประกอบมากินอย่างสม่ำเสมอก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพไม่น้อย เพราะข้อ มูลด้านสุขภาพแจ้งว่ามันยังช่วยบรรเทาความรุนแรง และระยะเวลาของการเป็นโรคหวัดได้ด้วย.
วันอังคาร, พฤศจิกายน ๒๑, ๒๕๔๙
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากขาดฮอร์โมน อินซูลิน หรือ ไม่ขาดฮอร์โมน แต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อ ฮอร์โมนตัวนี้ ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ปัจจุบัน หากระดับน้ำตาล ในเลือดที่เจาะหลังงดอาหาร 6 ชั่วโมงแล้ว ยังสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เราก็เรียกได้ว่าเป็น "โรคเบาหวาน" ได้แล้วครับ
ระดับน้ำตาลที่สูงนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา ต่างๆตามมา ที่สำคัญคือเป็นตัว การเร่งให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดแดงที่เลี้ยง สมอง หัวใจ ตา ไต แขน-ขา รวมทั้ง หลอดเลือดแดงเล็กๆที่เลี้ยง ปลายประสาทอีกด้วย ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดงเหล่านี้ ดังนั้นจะเห็นว่า "โรคเบาหวาน" เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ โรคทางสมอง อัมพาต โรคระบบประสาท โรคหัวใจ โรคไต โรคตา แม้กระทั่งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED ด้วย
หลักสำคัญในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ที่ผู้ป่วยควรทราบ
* ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้มากที่สุดตลอดเวลา การที่จะ ทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างมากจากผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย (ประเภทหวังดี ซื้อของมาให้รับประทาน หรือ ให้คำแนะนำผิดๆ) โดยการควบคุมอาหารอย่างเคร่ง ครัด รับประทานยาตามสั่ง ออกกำลังกายตามสมควร ลดน้ำหนัก หากยาไม่ได้ผลดีก็ จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน
* หากมีความดันโลหิตสูงก็จำเป็นที่จะต้องลดความดันโลหิตให้น้อยกว่า หรือ ใกล้เคียง 130/80 มม.ปรอท ทั้งนี้ต้องไม่มีผลแทรกซ้อนจากยาลดความดันโลหิตด้วย จะสามารถ ป้องกัน หรือ ชลอภาวะไตวายได้
* ลดไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดลงมากๆ โดยใช้ค่า LDL-Cholesterol เป็นเกณฑ์ ให้ LDL-C น้อยกว่า 100 มก./ดล. เทียบเท่าผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่ เนื่องจากผู้ป่วย เบาหวานแทบทุกรายมีการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจซ่อนอยู่ด้วย การลดระดับ ไขมันในเลือดลงมากๆ (Cholesterol) จะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทางหัวใจลง ปัจจุบันยาที่ใช้ลดไขมันคอเลสเตอรอลได้ดีมากที่สุด คือ ยากลุ่ม statins
* แนะนำให้ผู้ป่วยพบจักษุแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา จอประสาทตาเสื่อม
* แนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตนเองที่บ้าน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง การดูแลเท้า ผิวหนัง (โอกาสเกิดแผลที่เท้า และ ทำให้ต้องตัดเท้าพบได้บ่อยๆ)
จะเห็นว่า การรักษาโรคเบาหวาน ไม่ใช่แค่การไปเจาะเลือด ดูน้ำตาลในเลือด แล้วจัด ยาเฉยๆ แต่การรักษาเบาหวานที่ได้มาตรฐาน จะเป็นการดูแลผู้ป่วยทุกระบบ โดยหวัง ว่าการดูแลอย่างดี จะช่วยป้องกันผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงจากเบาหวานได้ เช่น อัมพาต ไตวาย ตาบอด กล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น การรักษาเบาหวานให้ดี จึงไม่ใช่เรื่อง "หมูๆ" หรือ "หวานๆ" อย่างที่คิด
Vitamin E
โรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากการที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือด ความเป็นจริงแล้วการสะสมของ ไขมันนี้ เกิดจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้าย หรือ LDL- Cholesterol ในชั้น ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ ไขมันนี้ปกติอยู่ในกระแสเลือด การที่จะเข้าไปสะสมอยู่ ในผนังหลอดเลือดได้นั้น ไขมันชนิดนี้ จะถูกขบวนการ “อ็อกซิเดชั่น” ก่อน (Oxidation) จึงเข้าไปสะสมได้ Vitamin E มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านขบวนการอ็อกซิเดชั่น (Anti-Oxidant) จึงมีผู้ศึกษาผลของ Vitamin E ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โดย หวังว่าการเสริม Vitamin E จะช่วยต้านการสะสมของ ไขมัน LDL-Cholesterol ในผนังหลอดเลือด เป็นผลป้องกัน โรคหัวใจ หรือ ลดความรุนแรงของโรคลง สารที่มีคุณสมบัติเป็น Anti-Oxidant นอกจาก Vitamin E แล้ว ยังมีสารอื่นๆอีก เช่น Vitamin C , Beta-carotene
Vitamin E ช่วยป้องกันโรคหัวใจหรือไม่
ตามหลักการแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ร่างกายคนเราซับซ้อนเกินกว่าที่จะเข้าใจง่ายๆ เช่นนั้น 1+1 ไม่ได้เป็น 2 เสมอไป การศึกษาเกี่ยวกับ Vitamin E กับโรคหัวใจมีมานานแล้ว ในระยะแรกๆพบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนหนึ่งมีระดับ Vitamin E ต่ำกว่าปกติ และมีหลาย การศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเสริม Vitamin E จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษา เหล่านั้นเป็นการศึกษาย้อนหลัง หรือ การศึกษาเปรียบเทียบ ย้อนหลัง ซึ่งการศึกษาชนิดนี้มีข้อจำกัดมาก ทำให้ความน่า เชื่อถือลดลงมาก
การศึกษาที่ดีกว่าและถือว่ายอบรับได้มากที่สุด คือ การศึกษาเปรียบเทียบ ระหว่างผลของยาจริง กับ ยาหลอก โดยการสุ่ม ผู้ถูกศึกษา และ ผู้ศึกษาต่างก็ไม่ทราบว่าได้รับยาจริง หรือ ยาหลอกจนกว่าจะเสร็จสิ้นการศึกษา เป็นการ ตัดอคติจากการ ทดลองลง การศึกษาแบบนี้เรียก Randomized Double Blind Placebo Control
ปัจจุบันมีการศึกษาแบบ Randomized Double Blind Placebo Control เพื่อดูผลของ Vitamin E ในผู้ป่วย โรคหัวใจ การศึกษา แรกมาจาก Cambridge (ตีพิมพ์ในปีคศ.1996) เป็นการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว 2,002 คน ในจำนวนนี้ 1,035 คนได้รับ Vitamin E ขนาด 400-800 IU ต่อวัน และ 967 คนได้รับยาหลอก ติดตามผู้ป่วยไปประมาณ 1 ปีครึ่ง พบว่าผู้ที่ได้รับ Vitamin E เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ Heart attack น้อยกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมาก ผลนี้เริ่มเห็นได้เมื่อ รับประทาน Vitamin E อย่างน้อย 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามพบว่าแม้จะลด Heart attack ลง แต่อัตราตายจาก โรคหัวใจไม่ได้ลดลงเลย พูดง่ายๆคือ Vitamin E ในผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ได้ทำให้อายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง
การศึกษาต่อมา เพิ่งลงพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine มกราคม ปี 2000 ชื่อย่อๆว่า HOPE Study ผู้เข้าการศึกษาเป็นผู้ที่มีโรคของหลอดเลือดอยู่แล้ว เช่น หลอดเลือดหัวใจ หรือ หลอดเลือดสมอง (ไม่ใช่คน แข็งแรงที่ยังไม่มีโรค) ประมาณ 9,541คน ครึ่งหนึ่งไดรับ Vitamin E 400 IU ต่อวัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก (placebo) เมื่อติดตามไปประมาณ 4.5 ปี พบว่าอัตราตาย อัตราการเกิดโรคหัวใจ (Heart attack) ไม่แตกต่างกันเลย จึงสรุปว่า Vitamin E ไม่ได้ประโยชน์ในการป้องกันโอกาสเกิดปัญหาแทรกซ้อนจาก โรคหัวใจเลย เมื่อรวมเอาการศึกษาเกี่ยวกับ Vitamin E ทั้งหมดเข้าด้วยกัน รวมประชากรที่ศึกษามากกว่า 50,000 คน ก็ไม่พบว่า Vitamin E จะได้ประโยชน์เลย
ที่เล่ามานั้นเป็นการศึกษาในผู้ป่วยที่เกิดโรคแล้ว ไม่ใช่เป็นการใช้ Vitamin E เพื่อการป้องกันโรคหัวใจ จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการศึกษาดีๆเลยว่า Vitamin E จะช่วย “ป้องกัน” ไม่ให้คนที่แข็งแรงดีเกิดโรค หัวใจขึ้น